logo
  • English
  • ไทย
  • Log In
    or
    Have you forgotten your password?
logo
  • Communities & Collections
  • Research Outputs
  • Projects
  • People
  • Organizations
  • Statistics
  • English
  • ไทย
  • Log In
    or
    Have you forgotten your password?
  1. Home
  2. Browse by Subject

Browsing by Subject "ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย"

Now showing 1 - 18 of 18
Results Per Page
Sort Options
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การประเมินความแม่นยำของเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคในการทำนายแนวโน้มราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Somsuk, Siwada
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินและวิเคราะห์ความแม่นยำของเครื่องมือการวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้แก่ Moving Averages Convergence/Divergence (MACD), Exponential Moving Average (EMA), Stochastic และ Relative Strength Index (RSI) โดยพิจารณาจากข้อมูลทุติยภูมิรายวัน เนื่องจากเครื่องมือดังกล่าวเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายของนักลงทุน การศึกษาฉบับนี้เกี่ยวกับการประเมินความแม่นยำของเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคในการทำนายแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนของดัชนีหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ต่อปีจากการซื้อขายด้วยกลยุทธ์ Active Strategy กับอัตราผลตอบแทนของดัชนีหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ต่อปีการซื้อขายด้วยกลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive Strategy ในช่วงเวลาตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 ถึง ธันวาคม 2554 โดยพิจารณาจากสัญญาณที่เกิดขึ้นของแต่ละเทคนิคว่าสามารถให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราผลตอบแทนซื้อขายด้วยกลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive Strategy ก็จะมีประสิทธิภาพในการพยากรณ์ที่ดีกว่าการศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินและวิเคราะห์ความแม่นยำของเครื่องมือการวิเคราะห์ทางเทคนิค ได้แก่ Moving Averages Convergence/Divergence (MACD), Exponential Moving Average (EMA), Stochastic และ Relative Strength Index (RSI) โดยพิจารณาจากข้อมูลทุติยภูมิรายวัน เนื่องจากเครื่องมือดังกล่าวเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายของนักลงทุน ผลการศึกษาสรุปได้ว่า เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคซึ่งอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลการเคลื่อนไหวของราคาและปริมาณการซื้อขายของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในอดีตที่ผ่านมา สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการทำนายแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์และจังหวะเวลาที่ควรซื้อ-ขาย โดยหากพิจารณาการซื้อขายด้วยกลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive Strategy ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วงเวลาที่ทำการทดสอบ แม้พบว่าอัตราผลตอบแทนในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นบวก แต่เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้ในการทดสอบบางเทคนิคก็ยังให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า แสดงว่าตลาดไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากการซื้อขายด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคสามารถ outperform ด้วยกลยุทธ์การลงทุนแบบ Passive Strategy ได้ ซึ่งนักลงทุนสามารถใช้การซื้อขายด้วยกลยุทธ์ Active Strategy พิจารณาเลือกใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ทางเทคนิคดังกล่าวเพื่อทำกำไรในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
      83  323
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Tangdetsamrit, Pakorn
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาเรื่อง การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงในการลงทุนในหลักทรัพย์กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาผลตอบแทนและความเสี่ยงของหลักทรัพย์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประเมินราคาและกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งหลักทรัพย์ที่ทำการศึกษา จำนวน 16 หลักทรัพย์ โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิเป็นรายวัน ระยะเวลาศึกษาทั้งหมด 3 ปี เลือกทำการศึกษาในช่วงระยะเวลา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึง 30 กันยายน 2554 โดยเก็บข้อมูลจากที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวบรวมจากรายงานการซื้อขายหลักทรัพย์ ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับราคาปิดของหลักทรัพย์ ดัชนีราคาหุ้นประจาวัน และดอกเบี้ยตั๋วเงินคลัง อายุ 3 เดือน จากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยใช้สูตรในการหาอัตราผลตอบแทน ความเสี่ยงสัมประสิทธิ์เบต้า และการหาอัตราผลตอบแทนที่ต้องการโดยใช้ทฤษฎี CAPM ผลการศึกษาค่าสัมประสิทธิ์ความเสี่ยงที่เป็นระบบหรือค่าสัมประสิทธิ์เบต้า ( พบว่า หลักทรัพย์เชิงรุก(Aggressive stock) หรือหลักทรัพย์ที่มีค่าความเสี่ยงที่เป็นระบบมากกว่าตลาดหลักทรัพย์ มีจำนวน 2 หลักทรัพย์ หลักทรัพย์เชิงรับ (Defensive stock) หรือหลักทรัพย์ที่มีค่าความเสี่ยงที่เป็นระบบน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์ มีจำนวน 7 หลักทรัพย์ และหลักทรัพย์ที่มีค่าความเสี่ยงที่เป็นระบบไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์ มีจำนวน 7 หลักทรัพย์ ส่วนหมวดขนส่งและโลจิสติกส์มีค่าความเสี่ยงที่เป็นระบบไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนส่วนเกิน (Excess return) ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวม (Sharpe ratio) พบว่า หลักทรัพย์ที่เหมาะกับการลงทุน หรือหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวม มากกว่าตลาดหลักทรัพย์มีเพียง 1 หลักทรัพย์คือ บริษัท ยูไนเต็ด แสตนดาร์ด เทอร์มินัล จากัด(มหาชน)การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนส่วนเกิน (Excess return) ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Treynor ratio) พบว่า หลักทรัพย์ที่เหมาะกับการลงทุน หรือหลักทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (B)( ดีกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีทั้งหมด 5 หลักทรัพย์ ส่วนหลักทรัพย์ที่เหลือ 11 หลักทรัพย์ ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (B)( ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย )
      73  1187
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดธนาคาร
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Nimitchaiwong, Thanainun
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาเรื่อง การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดธนาคาร จำนวน 9 หลักทรัพย์ตามกลุ่มตัวอย่าง ใช้ข้อมูลรายวันของอัตราผลตอบแทนของแต่ละหลักทรัพย์ในหมวดธนาคาร โดยใช้ราคาปรับปรุงจากการแตกหุ้นและจ่ายปันผลแล้ว (Adjusted price) และใช้อัตราผลตอบแทนของตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือนแทนหลักทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยง ทำการศึกษาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2554 เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยทำการประมาณค่าสมการถดถอยเชิงเส้น (Linear Regression) ตามทฤษฎีแบบแบบจำลองในการกำหนดราคาหลักทรัพย์ (Capital Asset Pricing Model : CAPM) วัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของหลักทรัพย์ในหมวดธนาคารในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและหลักทรัพย์ตลาดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ เพื่อเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงระหว่างหลักทรัพย์หมวดธนาคารในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและหลักทรัพย์ตลาดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากการศึกษา อัตราผลตอบแทน (Return) พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ (SET) หมวดธนาคาร (BANK) ตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือน (RF) หลักทรัพย์ BAY BBL CIMBT KBANK KK KTB SCB TCAP และ TMB พบว่า อัตราผลตอบแทนมีการแจกแจงแบบไม่ปกติ อัตราผลตอบแทนส่วนเกิน (Excess Return) ทดสอบที่ระดับนัยสำคัญ 5% พบว่า หมวดธนาคาร (BANK) และหลักทรัพย์ BAY BBL CIMBT KBANK KK KTB SCB TCAP และ TMB มีอัตราผลตอบแทนไม่แตกต่างจากตลาด ทางด้านความเสี่ยงจะพบว่าหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากกว่าตลาด (Aggressive stock) คือ หมวดธนาคาร (BANK) และหลักทรัพย์ BAY BBL KBANK KTB SCB TCAP และ TMB โดยมีค่า β เท่ากับ 1.1696 1.4583 1.1260 1.2050 1.1601 1.1636 1.1579 และ 1.1657 ตามลาดับ หลักทรัพย์ KK มีความเสี่ยงน้อยกว่าตลาด (Defensive Stock) โดยมีค่า β เท่ากับ 0.7695 หลักทรัพย์ CIMBT มีความเสี่ยงไม่แตกต่างจากตลาด อัตราผลตอบแทนส่วนเกินเทียบกับความเสี่ยงรวม โดยวิธี Sharpe ratio พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ (SET) และ หมวดธนาคาร (BANK) มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.0328 และ 0.0316 ตามลำดับ ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวม หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินสูงที่สุด คือ หลักทรัพย์ KTB TCAP และ CIMBT ตามลำดับ ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.0475 0.0430 0.0380 ตามลำดับ ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวม หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่ำที่สุด คือ หลักทรัพย์ BAY TMB และ BBL ตามลำดับ ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.0105 0.0149 และ 0.0174 ตามลำดับ ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวม หลักทรัพย์ CIMBT KBANK KTB และ TCAP มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวมมากกว่าตลาดหลักทรัพย์ หลักทรัพย์ BAY BBL KK SCB และ TMB มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวมน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์อัตราผลตอบแทนส่วนเกินเทียบกับความเสี่ยงที่เป็นระบบ โดยวิธี Treynor ratio พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ (SET) และ หมวดธนาคาร (BANK) มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.0544 และ 0.0573 ตามลำดับ ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินสูงที่สุด คือ หลักทรัพย์ CIMBT TCAP และ KTB ตามลาดับ ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.1772 0.1054 และ 0.1044 ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่ำที่สุด คือ หลักทรัพย์ BAY BBL และ TMB ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.0212 0.0362 และ 0.0390 ตามลำดับ ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ ทางด้านอัตราผลตอบแทนส่วนเกิน พบว่าหมวดธนาคาร (BANK) และ หลักทรัพย์ CIMBT KBANK KK KTB และ TCAP อยู่เหนือเส้นตลาดหลักทรัพย์ แสดงว่าให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าอัตราตอบแทนของตลาด ณ ระดับความเสี่ยงเดียวกันกับตลาดหลักทรัพย์ จึงกล่าวได้ว่าหลักทรัพย์ดังกล่าวมีราคาหลักทรัพย์ต่ากว่าที่ควรจะเป็น (Undervalued) หลักทรัพย์ BAY BBL SCB และ TMB อยู่ใต้เส้นตลาดหลักทรัพย์ แสดงว่าให้อัตราผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนของตลาด ณ ระดับความเสี่ยงเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ จึงกล่าวได้ว่าหลักทรัพย์ดังกล่าวมีราคาหลักทรัพย์สูงกว่าที่ควรจะเป็น (Overvalued) ทางด้านความเสี่ยงที่เป็นระบบ พบว่าหมวดธนาคาร (BANK) และ หลักทรัพย์ BAY BBL KBANK KTB SCB TCAP และ TMB เป็นหลักทรัพย์ประเภทความเสี่ยงสูง (Aggressive stock) เนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนของตลาด หลักทรัพย์ CIMBT และ KK เป็นหลักทรัพย์ประเภทความเสี่ยงต่ำ (Defensive stock) เนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์น้อยกว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์
      128  1104
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดวัสดุก่อสร้าง
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Vungjaratkasam, Duangrudee
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดวัสดุก่อสร้าง เป็นการศึกษาเพื่อให้ทราบถึงอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน 15 หลักทรัพย์ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลการศึกษาในครั้ง นี้ใช้ข้อมูลแบบอนุกรมเวลา เป็นรายวัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึง 30 กันยายน 2554 รวมเป็นระยะเวลา 3 ปี หมวดวัสดุก่อสร้างและหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 14 หลักทรัพย์ มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 1 หลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่แย่กว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(Underperform) หมวดวัสดุก่อสร้างและหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 12 หลักทรัพย์ มีความเสี่ยงน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือเป็นหลักทรัพย์เชิงรับ(Defensive stock)และมีหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 3 หลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถือเป็นหลักทรัพย์เชิงรุก (Aggressive stock) หมวดวัสดุก่อสร้างและหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 7 หลักทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวมมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างที่ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวมน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีจำนวน 8 หลักทรัพย์หมวดวัสดุก่อสร้างและหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 9 หลักทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างที่ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีจำนวน 6 หลักทรัพย์
      9  565
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Rattanacheena, Amnaj
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเรื่องการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดพลังงานและสาธารณูปโภคมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์หมวดพลังงานและสาธารณูปโภคที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหมวดพลังงานและสาธารณูปโภคในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเพื่อเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) กับหลักทรัพย์และหมวดพลังงานและสาธารณูปโภคในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลรายวันทุติยภูมิ(Secondary data) แบบอนุกรมเวลา ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2554รวมระยะเวลา 729 วัน และทดสอบสมมติฐานที่ระดับความเชื่อมั่น 95%จากการศึกษาพบว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (RM)เท่ากับร้อยละ 0.0594 ต่อวัน และอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Rrf) เฉลี่ย เท่ากับร้อยละ 0.0050 ต่อวัน โดยที่อัตราผลตอบแทนรายวันเฉลี่ยของหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค (ENERGY) เท่ากับร้อยละ 0.0253 ต่อวัน ซึ่งน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่มากกว่าอัตราผลตอบแทนที่ไม่มีความเสี่ยง (Rrf) โดยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (α)มีค่าไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) เท่ากับ1.2372 ซึ่งมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแสดงว่าหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค(ENERGY) เป็นหลักทรัพย์เชิงรุก (Aggressive stock) หลักทรัพย์ในหมวดพลังงานและสาธารณูปโภคทุกหลักทรัพย์ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกิน (Excess return) ไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แสดงว่าหลักทรัพย์ในหมวดพลังงานและสาธารณูปโภคเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพระดับอ่อน (Weak form efficiency) เนื่องจากไม่สามารถทำกำไรเกินปกติได้ โดยหลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β)สูงกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 7 หลักทรัพย์ คิดเป็น 46.67% ของกลุ่มตัวอย่าง 15 หลักทรัพย์ ได้แก่หลักทรัพย์ BANPU IRPC LANNA PTT PTTAR PTTEP และTOP แสดงว่าเป็นหลักทรัพย์เชิงรุก (Aggressive stock) และหลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า(β) น้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 6 หลักทรัพย์ คิดเป็น 40.00% ของกลุ่มตัวอย่าง 15 หลักทรัพย์ ได้แก่ BCP EGCO GLOW RATCH TCC และ TTW แสดงว่าเป็นหลักทรัพย์เชิงรับ (Defensive stock) ส่วนหลักทรัพย์ ESSO และ SGP มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า(β) ไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงทั้งหมด (Sharpe ratio)มากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 1 หลักทรัพย์ คิดเป็น 6.67% ของกลุ่มตัวอย่าง 15 หลักทรัพย์ และหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงทั้งหมด (Sharpe ratio) น้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 14 หลักทรัพย์ คิดเป็น 93.33% ของกลุ่มตัวอย่าง 15 หลักทรัพย์ ส่วนหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Treynor ratio) มากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 7 หลักทรัพย์ คิดเป็น 46.67% ของกลุ่มตัวอย่าง 15 หลักทรัพย์ และหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Treynor ratio) น้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 8 หลักทรัพย์ คิดเป็น 53.33% ของกลุ่มตัวอย่าง 15 หลักทรัพย์
      367  75
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Jakkam, Thichagorn
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทำการศึกษาช่วงปี 2551-2554 หลักทรัพย์หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีทั้งหมด 63 หลักทรัพย์ การศึกษาใช้กลุ่มตัวอย่างของ หลักทรัพย์หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 15 หลักทรัพย์ทีมีการซื้อขายสูงสุด ณ วันที 13 ธันวาคม 2554 ซึ่งรวมมูลค่าการซื้อขายตลาดร้อยละ 85.10 เมื่่อเทียบกับกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ศึกษาโดยใช้ทฤษฎี Capital Asset Pricing Model (CAPM) วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของอัตราผลตอบแทนและความเสื่ยงของการลงทุน กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเพื่อศึกษาเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของหลักทรัพย์หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า อุตสาหกรรมหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์กลุ่มตัวอย่างในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เกือบทุกหลักทรัพย์มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของหลักทรัพย์ไม่แตกต่างจากอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของตลาด ยกเว้น 1 หลักทรัพย์ทีให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินของหลักทรัพย์แตกต่างไปจากอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของตลาดหลักทรัพย์ตัวนี2ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินทีดีกว่าอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของตลาด(Outperform market) จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ตลาดไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากตลาดมีประสิทธิภาพผู้ลงทุนทุกคนต้องได้รับอัตราผลตอบแทนทีไม่แตกต่างจากอัตราผลตอบแทนของตลาด อุตสาหกรรมหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์กลุ่มตัวอย่างในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 6 หลักทรัพย์ มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยไม่แตกต่างจากอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ย ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนหลักทรัพย์ทีมีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยแตกต่างจากอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีจำนวน 9 หลักทรัพย์ โดยมีจำนวน 8 หลักทรัพย์ ทีให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินเฉลี่ย สูงกว่าอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดได้ว่าเป็นหลักทรัพย์เชิงรุก(Aggressive Asset ) และส่วนหลักทรัพย์อีก 1 หลักทรัพย์ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินเฉลี่ยต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดได้ว่าเป็นหลักทรัพย์เชิงรับ(Defensive Asset) การวัดผลการวัดผลการดำเนินงานจากการลงทุนในกรณีใช้วิธี Sharpe Ratio พบว่า ณ ปัจจุบันอุตสาหกรรมหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์กลุ่มตัวอย่างในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 7 หลักทรัพย์ มีราคาต่ำกว่าทีควรจะเป็น(Under value) เพราะให้อัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่าอัตราผลตอบแทนโดยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนในกรณีใช้โดยวิธี Treynor Ratio พบว่า ณ ปัจจุบันอุตสาหกรรมหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์กลุ่มตัวอย่างในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 8 หลักทรัพย์ มีราคาต่ำกว่าทีควรจะเป็น(Under value)เพราะให้อัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
      28  273
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดเงินทุนหลักทรัพย์
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Sampanwarangkoon, Phornwilai
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาเรื่องการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดเงินทุนหลักทรัพย์มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์หมวดเงินทุนหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหมวดเงินทุนหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) กับหลักทรัพย์และหมวดเงินทุนหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลรายวันทุติยภูมิ (Secondary data) แบบอนุกรมเวลา ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2554 รวมระยะเวลา 729 วัน และทดสอบสมมติฐานที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ผลการศึกษาพบว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (RM)เท่ากับร้อยละ 0.0594 ต่อวัน และอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Rrf) เฉลี่ย เท่ากับร้อยละ 0.0050 ต่อวัน โดยที่อัตราผลตอบแทนรายวันของหมวดเงินทุนหลักทรัพย์ (FIN) มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 0.0288 ต่อวัน ซึ่งน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่มากกว่าอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Rrf) โดยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (α) มีค่าไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) เท่ากับ 0.7767ซึ่งน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แสดงว่าหมวดเงินทุนหลักทรัพย์ (FIN) เป็นหลักทรัพย์เชิงรับ (Defensive stock) หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือหลักทรัพย์ TK, KCAR และSSEC โดยมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 0.1265, 0.0704 และ 0.0701 ต่อวันตามลำดับ ซึ่งมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Rrf) ส่วนหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำสุด 3 อันดับแรก ได้แก่หลักทรัพย์ZMICO, KTC และ PE โดยมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ -0.0610, -0.0479 และ-0.0261 ต่อวัน ตามลำดับ ซึ่งน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Rrf)หลักทรัพย์ในหมวดเงินทุนหลักทรัพย์ทุกหลักทรัพย์ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกิน(Excess return) ไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยกเว้นหลักทรัพย์ CNS มีอัตราผลตอบแทนที่ดีกว่า (Outperform market) แสดงว่าหลักทรัพย์หมวดเงินทุนหลักทรัพย์เป็นตลาดที่ไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นตลาดที่สามารถหากำไรส่วนเกินได้ โดยมีหลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) ไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน 4 หลักทรัพย์ คิดเป็น 26.67% หลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) สูงกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแสดงว่าเป็นหลักทรัพย์เชิงรุก (Aggressive stock) จำนวน 4หลักทรัพย์ คิดเป็น 26.67% และหลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) น้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแสดงว่าเป็นหลักทรัพย์เชิงรับ (Defensive stock) จำนวน 6หลักทรัพย์ คิดเป็น 40.00% และมีหลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) ไม่แตกต่างจากศูนย์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% จำนวน 1 หลักทรัพย์ หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงทั้งหมด (Sharpe ratio)มากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 2 หลักทรัพย์ คิดเป็น 13.33% ส่วนหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงทั้งหมด (Sharpe ratio) น้อยมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 13 หลักทรัพย์ คิดเป็น 86.67% และหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Treynor ratio) ที่มากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 6 หลักทรัพย์ คิดเป็น 40% และหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Treynor ratio) น้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 9 หลักทรัพย์ คิดเป็น 60%
      25  258
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Panyakhum, Sumitra
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    วัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเพื่อเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) กับหลักทรัพย์และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลรายวันทุติยภูมิ (Secondary data)แบบอนุกรมเวลาระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2554 รวมระยะเวลา 729 วัน และทดสอบสมมติฐานที่ระดับความเชื่อมั่น 95%จากการศึกษาพบว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (RM)เท่ากับ 0.0594% ต่อวัน และอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยงหรือตั๋วเงินคลังอายุ 3เดือน (Rrf) เท่ากับ 0.0050% ต่อวัน โดยอัตราผลตอบแทนในหลักทรัพย์หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศส่วนใหญ่ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตั๋วเงินคลัง โดยหลักทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่หลักทรัพย์ JAS มีอัตราผลแทนเฉลี่ยรายวันเท่ากับ 0.1821% ส่วนหลักทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ หลักทรัพย์ TWZ มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยรายวันเท่ากับ -0.2231% ส่วนอัตราผลตอบแทนส่วนเกินส่วนใหญ่มีค่าไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีเพียงหลักทรัพย์ AITที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินดีกว่าตลาด (Outperform stock) และหลักทรัพย์ TWZ ที่มีอัตราผลตอบแทนแย่กว่าตลาด (Underperform stock) แสดงว่าเป็นตลาดที่ไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากนักลงทุนยังสามารถทำกำไรเกินปกติได้ หลักทรัพย์ในหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ส่วนใหญ่เป็นหลักทรัพย์เชิงรับ(Defensive stock) ซึ่งมีเพียง 2 หลักทรัพย์ที่เป็นหลักทรัพย์เชิงรุก (Aggressive stock) ได้แก่ หลักทรัพย์ THCOM และ TRUE นอกจากนี้ค่า Sharpe ratio ส่วนใหญ่จะต่ำกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 10 หลักทรัพย์ คิดเป็น 66.67% ของหลักทรัพย์ตามกลุ่ม ตัวอย่าง 15 หลักทรัพย์ แต่ค่า Treynor ratio ส่วนใหญ่จะมีค่าสูงกว่าตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 11 หลักทรัพย์ คิดเป็น 73.33% ของหลักทรัพย์ตามกลุ่มตัวอย่าง 15 หลักทรัพย์ โดยหลักทรัพย์ที่มีค่า Sharpe ratio และ Treynor ratio สูงสุดได้แก่หลักทรัพย์ AIT ส่วนหลักทรัพย์ที่มีค่า Sharpe ratio และ Treynor ratio ต่ำสุดได้แก่หลักทรัพย์ TWZ
      44  408
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อราคาหลักทรัพย์ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2008)
    Raveepornsuratchata, Thitiwatchara
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Communication Arts
    การศึกษาเรื่อง ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อราคาหลักทรัพย์ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้ เพื่อศึกษาปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อราคาหลักทรัพย์ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีวิธีการศึกษาการทดสอบและประมาณค่าสัมประสิทธิ์ตัวแปรอิสระด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Square) ด้วยข้อมูลอนุกรมเวลา ผ่านแบบจำลองสมการถดถอยพร้อมทดสอบข้อสมมติฐานและแปรผลการศึกษา ดังนั้นจึงต้องทดสอบ Multicollinearity เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ และดำเนินการหาค่า Autocorrelation ของสมการถดถอยพหุคูณ และการแก้ปัญหา Autocorrelation ด้วยวิธี First and Secondary OrderAutoregressive แล้วจึงประมาณค่าสัมประสิทธิ์ และสร้างรูปแบบสมการถดถอย และทดสอบสมมติฐานเพื่อทราบผลการศึกษา
      155  790
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อกาไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัว กับบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Yingdumrong, Vorayuth
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาเรื่อง “การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัว กับบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดธุรกิจการเกษตร วัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวกับบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว ที่จดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดธุรกิจการเกษตร โดยทำการศึกษาหลักทรัพย์จำนวน 15 หลักทรัพย์ และใช้ข้อมูลรายไตรมาส ตั้งแต่เดือนมกราคม 2549 ไตรมาส 1 ถึง เดือนธันวาคม 2553 ไตรมาส 4 รวมทั้งหมด 20 ไตรมาส โดยมีปัจจัยต่างๆที่นามาศึกษามีทั้งหมด 5 ปัจจัย ได้แก่ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (CUR) อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (TA) อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DE) ดัชนีราคาผู้บริโภคหมวดสินค้าอาหาร และ เครื่องดื่ม (CPI) อัตราการเปลี่ยนแปลงของอัตราเงินเฟ้อ (INF) ซึ่งใช้วิธีกาลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Square Method: OLS) เพื่อประมาณค่าสัมประสิทธิ์ของแต่ละแบบจำลอง จากการศึกษาครั้งนี้พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัว ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดธุรกิจการเกษตร อย่างมีระดับนัยสำคัญและมีทิศทางตรงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ได้แก่ อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (TA) ดัชนีราคาผู้บริโภคหมวดอาหารและ เครื่องดื่ม (CPI) และตัวแปรอิสระที่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดธุรกิจการเกษตร อย่างมีระดับนัยสำคัญและมีทิศทางตรงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ได้แก่ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DE) และ ดัชนีราคาผู้บริโภคหมวดอาหารและ เครื่องดื่ม (CPI) ส่วนตัวแปรอิสระที่ไม่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวกับบริษัทที่ไม่ใช่ธุรกิจครอบครัว ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดธุรกิจการเกษตร อย่างมีระดับนัยสำคัญ ได้แก่ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (CUR) และอัตราการเปลี่ยนแปลงของอัตราเงินเฟ้อ (INF)
      130  531
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของ บริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวกับบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดอาหารและเครื่องดื่ม
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Rungtaweelap, Peeraporn
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาเรื่อง “การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัว กับบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดอาหารและเครื่องดื่ม วัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวกับบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารหมวดอาหารและเครื่องดื่ม โดยทำการศึกษาหลักทรัพย์จำนวน 23 หลักทรัพย์ และใช้ข้อมูลรายไตรมาส ตั้งแต่เดือนมกราคม 2549 ไตรมาส 1 ถึง เดือนธันวาคม 2553 ไตรมาส 4 รวมทั้งหมด 20 ไตรมาส โดยมีปัจจัยต่างๆที่นามาศึกษามีทั้งหมด 5 ปัจจัย ได้แก่ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (CURRENT) อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DEBT) อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (ASSET) ดัชนีราคาผู้บริโภคหมวดสินค้าอาหาร และ เครื่องดื่ม (CPI) ดัชนีราคาน้ำมันดิบ Nynex (OIL) ซึ่งใช้วิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Square Method: OLS) เพื่อประมาณค่าสัมประสิทธิ์ของแต่ละแบบจำลอง จากการศึกษาครั้งนี้พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดอาหารและเครื่องดื่ม อย่างมีระดับนัยสำคัญและมีทิศทางตรงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ได้แก่ อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (ASSET) และตัวแปรอิสระที่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม อย่างมีระดับนัยสาคัญและมีทิศทางตรงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ได้แก่ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DEBT) อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (ASSET) และ ดัชนีราคาผู้บริโภคหมวดอาหารและ เครื่องดื่ม (CPI) ส่วนตัวแปรอิสระที่ไม่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวกับบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดอาหารและเครื่องดื่ม อย่างมีระดับนัยสำคัญ ได้แก่ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (CURRENT) และดัชนีราคาน้ำมันดิบ Nynex ( OIL )
      69  2081
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัว กับบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในหมวดอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Nooklang, Sasiwimon
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาเรื่อง “การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัว กับบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในหมวดอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวกับบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว ที่จดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์หมวดขนส่งและโลจิสติกส์ โดยทำการศึกษาหลักทรัพย์จำนวน 14 หลักทรัพย์ และใช้ข้อมูลรายไตรมาส ตั้งแต่เดือนมกราคม 2549 ไตรมาส 1 ถึง เดือนธันวาคม 2553 ไตรมาส 4 รวมทั้งหมด 20 ไตรมาส มีวิธีการศึกษาโดยวิธีการสร้างแบบจำลองในรูปของสมการถดถอยเชิงซ้อน (Multiple Linear Regression) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตามกับตัวแปรอิสระ ปัจจัยต่างๆที่นำมาใช้ในการศึกษาครั้งนี้มีทั้งหมด 5 ตัวแปร ได้แก่อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (CURRENT) อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DEBT) อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (ASSET) อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลลาห์สหรัฐ (EXC) ราคาน้ำมัน Nymex (OIL) ซึ่งใช้วิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Square Method:OLS) เพื่อประมาณค่าสัมประสิทธิ์ของแต่ละแบบจำลอง จากการศึกษาครั้งนี้พบว่าที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ตัวแปรอิสระที่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวกับบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดขนส่งและโลจิสติกส์ อย่างมีระดับนัยสำคัญและมีทิศทางตรงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลลาห์สหรัฐ (EXC) และตัวแปรอิสระที่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว ที่จดทะเบียนในหมวดอุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์อย่างมีระดับนัยสำคัญและมีทิศทางตรงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ได้แก่ อัตราส่วนการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (ASSET) แต่ไม่มีความสัมพันธ์ต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัว ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดขนส่งและโลจิสติกส์อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนตัวแปรอิสระที่ไม่มีผลต่อกำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทที่เป็นธุรกิจครอบครัวกับบริษัทที่ไม่เป็นธุรกิจครอบครัว ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดขนส่งและโลจิสติกส์อย่างมีระดับนัยสำคัญ ได้แก่ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (CURRENT) อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DEBT) ราคาน้ำมัน Nymex (OIL)
      69  372
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การศึกษาอัตราส่วนทางการเงินกับการจัดอันดับเครดิตของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SET 100
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Sanguanwong, Chanyaporn
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    งานวิจัยนี้ศึกษาถึงอัตราส่วนทางการเงินกับการจัดอันดับเครดิตของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SET 100 ที่ถูกจัดโดยบริษัททริสเรทติ้ง (TRIS) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546-2553 ในรูปสมการถดถอยเชิงซ้อน (Multiple Linear Regression) และใช้วิธีกาลังสองน้อยที่สุด (Panal Least Square) วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อสร้างแบบจำลอง (model) ขึ้นมา เพื่อใช้ในการหาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับการจัดอันดับเครดิตของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SET 100 และเพื่อทดสอบความสามารถของแบบจำลอง (model) ที่ได้ โดยเปรียบเทียบกับการจัดอันดับเครดิต ที่เกิดขึ้นจริง และวัดความถูกต้องเป็นร้อยละ นอกจากนี้ตัวแบบอาจใช้เป็นการพยากรณ์แนวโน้มผลการจัดอันดับเครดิตของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SET 100 จากการศึกษาพบว่า อัตราส่วนทางการเงินที่นำมาสร้างแบบจำลองของการจัดอันดับเครดิตของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย SET 100 ทุกหลักทรัพย์ของกลุ่มตัวอย่าง 36 หลักทรัพย์ ซึ่งได้แก่ อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน ต่อสินทรัพย์รวม (NWCTA) อัตราส่วนกำไรขั้นต้นต่อยอดขาย (GPS) และอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ย และภาษีเงินได้ ต่อยอดรวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น (EBITTDE) โดยการเปรียบเทียบอันดับเครดิตจริงที่ประกาศโดยบริษัททริสเรทติ้ง จำกัด กับอันดับเครดิตที่ได้จากแบบจำลอง พบว่าแบบจำลองสามารถพยากรณ์การจัดอันดับเครดิตได้ถูกต้องจำนวน 43 อันดับ (Observation) จากจำนวนข้อมูลทั้งหมด 65 อันดับ คิดเป็น 66.15 เปอร์เซ็นต์ โดยแบ่งเป็นการพยากรณ์อันดับเครดิตในกลุ่ม Low-investment grade (rating BBB+, BBB, BBB-, BB+) ถูกต้อง 47.37 เปอร์เซ็นต์ ในกลุ่ม Moderate investment grade (rating A+,A, A-) ถูกต้อง 83.78 เปอร์เซ็นต์ และในกลุ่ม High investment grade (rating AAA, AA+, AA, AA-) ถูกต้อง 33.33 เปอร์เซ็นต์
      164  1098
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    ความมีประสิทธิภาพของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Choochuen, Sunisa
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองนี้ มีวุตถุประสงค์เพื่อที่จะศึกษาความมีประสิทธิภาพของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นข้อมูลราคาปิดตลาดหลักทรัพย์รายวันที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ใน SET100 กลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 17 บริษัท โดยทำการศึกษา ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2553 ถึง 30 ธันวาคม 2553 จากการศึกษาพบว่า ตัวแปรอิสระที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ วันอังคาร,วันพุธ,วันพฤหัสบดีวันศุกร์,วันอังคารหลังจากวันจันทร์เป็นวันหยุด ตัวแปรตามเป็นาราคาปิดของหลักทรัพย์ของแต่ละบริษัท ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้ ได้ทำการทดสอบที่ระดับนัยสำคัญ 5% หาค่า P-Valueที่ได้จากการศึกษามีค่ามากกว่า 0.05 ดังนั้นจึงไมสามารถปฏิเสธ H0 ได้ เนื่องจากค่า B ที่ได้มีค่าแตกต่างจาก 0 อย่างมีนัยสำคัญและจากการทดสอบปัญหาเรื่องความแปรปรวนของตัวแปร(Heteroskedasticity)ของError Term โดยพิจารณาจาก White Heteroskedasticity test แบบ cross-term ทดสอบที่ระดับนัยสำคัญ 5 % พบว่าค่า prob ที่ได้มีค่ามากกว่า 0.05 ดังนั้นจึงไม่สามารถปฏิเสธ H0 ได้ กล่าวคือสมการที่ใช้ไม่มีความแปรปรวนของตัวแปร(Heteroskedasticity)และจากการทดสอบหาความสัมพันธ์ระหว่างกันของตัวแปรหรือทดสอบว่าตัวแปรมีความเป็นอิสระต่อกันหรือไม่ พบว่า ความสัมพันธ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไม่มีนัยสำคัญซึ่งหมายความว่า ราคาปิดของหลักทรัพย์ในอดีตไม่มีความสัมพันธ์กับในอนาคตหรือเป็นอิสระต่อกัน เมื่อราคาปิดอดีตไม่มีผลต่อราคาปิดในอนาคต ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงมีประสิทธิภาพระดับต่ำและการศึกษาคั้งต่อไปควรศึกษาว่า ตลาดหลักทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพระดับปานกลางและระดับสูง
      83  2791
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนรายย่อย ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2010)
    Budpet, Supawadee
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดีเฉลี่ย (INT) อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (MDY) ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJ) มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนสถาบันในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SV) และดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลทุติยภูมิ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลรายเดือน ตั้งแต่ เดือน มกราคม พ.ศ. 2546 ถึง เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2553 รวมระยะเวลา 90 เดือน
      70  1798
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อราคาหลักทรัพย์ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย [ซีดี-รอม] / ฐิติวัชร์ รวีพรสุรัชต์
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2008)
    ฐิติวัชร์ รวีพรสุรัชต์
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      51  292
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    ปัจจัยที่มีผลต่อดัชนีราคาหลักทรัพย์หมวดวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2010)
    Klungsri, Penphak
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาเรื่องปัจจัยที่มีผลต่อดัชนีราคาหลักทรัพย์หมวดวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร ปัจจัยที่นำมาใช้ในการศึกษา ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (MLR) อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ดัชนีราคาหลักทรัพย์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (BSI) ซึ่งเป็นข้อมูลทุติยภูมิรายเดือน โดยมีระยะเวลาศึกษาตั้งแต่ เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2549 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2553 รวม 54 เดือน ด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงซ้อนโดยวิธีประมาณค่ากำลังสองน้อยที่สุดจากการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อดัชนีราคาหลักทรัพย์หมวดวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักรอย่างมีนัยสำคัญและเป็นไปตามสมมติฐาน คือ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) และปัจจัยที่มีผลต่อดัชนีราคาหลักทรัพย์หมวดวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักรอย่างมีนัยสำคัญแต่ไม่เป็นไปตามสมติฐาน คือ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ส่วนปัจจัยที่ไม่มีผลต่อดัชนีราคาหลักทรัพย์หมวดวัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (MLR) อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (BSI)
      35  420
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    ปัจจัยที่มีผลต่อราคาหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจการแพทย์ทีจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2010)
    Pariyanont, Yingrak
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาเรือง ปัจจัยที่มีผลต่อราคาหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจการแพทย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่ง ผู้ศึกษาได้เก็บข้อมูลรายเดือนของราคาหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจการแพทย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในช่วงปี พ.ศ. 2547 ถึงปี พ.ศ. 2553โดยหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจการแพทย์ที่นำมาศึกษา เป็นหลักทรัพย์ที่นำมาใช้ในการคำนวณดัชนี SET100 Index สำหรับการคำนวณค่าดัชนีระหว่าง 1 ก.ค. 2553 ถึง 31 ธ.ค. 2553 ได้แก่บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน)และบริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) และตัวแปรอิสระ ที่คาดว่าจะมีผลต่อราคาหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจการแพทย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แก่อัตราดอกเบี้ย H เงินกู้ระหว่างธนาคาร (INT) ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (PII) มูลค่าการซื้อ H ขายนักลงทุนต่างประเทศในตลาดหลักทรัพย์ (FTR) ดัชนีราคาผู้บริโภคหมวดการรักษาและบริการส่วนบุคคล (CPI) และดัชนีราคาหลักทรัพย์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) นำข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์โดยใช้รูปแบบสมการถดถอยเชิงซ้อน ผลการศึกษาพบว่า ดัชนีราคาหลักทรัพย์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีผลต่อราคาหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจการแพทย์ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แก่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ณ ระดับความเชื่อมั่น 99 % ส่วนปัจจัยที่เหลือไม่มีผลต่อราคาหลักทรัพย์ในหมวดธุรกิจการแพทย์ ที่จทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
      170  648
  • Cookie settings
  • Privacy policy
  • Send Feedback
Central Library, University of the Thai Chamber of Commerce © 2012
Powered by DSpace-CRIS