logo
  • English
  • ไทย
  • Log In
    or
    Have you forgotten your password?
logo
  • Communities & Collections
  • Research Outputs
  • Projects
  • People
  • Organizations
  • Statistics
  • English
  • ไทย
  • Log In
    or
    Have you forgotten your password?
  1. Home
  2. Browse by Subject

Browsing by Subject "การสื่อสารทางการตลาด"

Now showing 1 - 20 of 80
Results Per Page
Sort Options
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    กรณีศึกษาความคิดเห็นต่อปัจจัยทางการตลาดของโครงการบ้านแมกไม้ วัชรพล กรุงเทพมหานคร / ลัคนา เบื้องสูง
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2003)
    ลัคนา เบื้องสูง
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      16  127
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลยันฮี
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2000)
    ตรีนุช คงคาสุริยฉาย
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      59  205
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดของโรงภาพยนตร์ระบบมัลติเพล็กซ์ เครือ เอสเอฟซีนีม่า ซิตี้ / สุชาดา เกียรติ์ชัยสิริพร
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2002)
    สุชาดา เกียรติ์ชัยสิริพร
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      151  42
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อและใช้บริการสินค้าและการบริการในโครงการ "หนึ่งตําบล หนึ่งผลิตภัณฑ์" ศึกษาเฉพาะกรณี : จังหวัดกาญจนบุรี = Marketing communications strategy influences on purchasing and using behavior of products and services of "One Tambol One Product" project ; case study : Kanchanaburi Province / ณัฐฐา หุตานนท์
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2003)
    ณัฐฐา หุตานนท์
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      32  190
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดวัฒนธรรมพื้นบ้านด้วยการเล่าเรื่อง : กรณีศึกษา วัฒนธรรมหมอธรรมภาคอีสาน = Marketing communication storytelling strategy of folk culture : a study of Modhum Isan culture
    (University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2024)
    ธน ภรมษา
    ;
    อัญชลี พิเชษฐพันธ์
    ;
    คณะนิเทศศาสตร์
    ;
    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. คณะนิเทศศาสตร์
    ;
    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาด
    การวิจัยเรื่อง กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดวัฒนธรรมพื้นบ้านด้วยการเล่าเรื่อง กรณีศึกษาวัฒนธรรมหมอธรรมภาคอีสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาเรื่องเล่าของวัฒนธรรมหมอธรรมในภาคอีสาน (2) เพื่อศึกษาบทบาทของหมอธรรมในฐานะอัตลักษณ์ของชุมชนภาคอีสาน (3) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดวัฒนธรรมพื้นบ้าน ด้วยการเล่าเรื่อง กรณีศึกษาวัฒนธรรมหมอธรรมภาคอีสาน และ (4) เพื่อสร้างสื่อวีดิทัศน์การสื่อสารการตลาดวัฒนธรรมพื้นบ้าน ด้วยการเล่าเรื่อง กรณีศึกษาวัฒนธรรมหมอธรรมภาคอีสาน โดยใช้วิธีการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลจำนวน 70 คน พื้นที่การศึกษาใน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร และจังหวัดขอนแก่น เลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจงและแบบบอลล์หิมะ ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา และตรวจสอบข้อมูลที่ได้ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า นำผลข้อมูลสู่การวิเคราะห์สภาพการณ์ (SWOT Analysis) แล้วมากำหนดกลยุทธ์การสื่อสารฯ ด้วย TOWS MATRRIX Analysis โดยระดมความคิดผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 ท่าน ในการสนทนากลุ่ม เพื่อ (ร่าง) กลยุทธ์การสื่อสารฯ และนำข้อมูล (ร่าง) กลยุทธ์ที่ได้มาประกอบการดำเนินการสนทนากลุ่ม (วิพากษ์) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 ท่าน เพื่อตรวจสอบและกำหนดแผนกลยุทธ์การสื่อสารฯ ให้มีความสมบูรณ์ และนำเสนอเนื้อหาการเล่าเรื่องวัฒนธรรมหมอธรรมผ่านสื่อวีดิทัศน์ โดยการตรวจสอบและประเมินคุณภาพสื่อวีดิทัศน์จากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า (1) เรื่องเล่าของวัฒนธรรมหมอธรรมใน 4 จังหวัดได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร และจังหวัดขอนแก่น มีประเด็นในเรื่องเล่า 3 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรก ด้านความเป็นมาของวัฒนธรรมหมอธรรม กล่าวคือ เรื่องเล่าที่เล่าถึงประวัติความเป็นมาและบุคคลที่ทำหน้าที่ของวัฒนธรรมหมอธรรม รวมถึงวิถีชีวิตที่สอดคล้องในวัฒนธรรมหมอธรรม ประเด็นที่สอง ด้านพิธีกรรมของวัฒนธรรมหมอธรรม กล่าวคือ เรื่องเล่าที่เล่าถึงพิธีกรรมที่คงอยู่และพิธีกรรมที่สูญสลายในวัฒนธรรมหมอธรรมชุมชนชาวอีสาน และประเด็นที่สาม ด้านสภาวะปัจจุบันของวัฒนธรรมหมอธรรม กล่าวคือ เรื่องเล่าที่เล่าถึงการดำรงอยู่ในชุมชนในปัจจุบัน รวมถึงการสืบทอดในวัฒนธรรมหมอธรรม (2) อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน บ้านดงแดง ตำบลดงแดง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด การเกิดวัฒนธรรมของชุมชนได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมหมอธรรม ด้วยการดำเนินวิถีชีวิตชุมชนที่ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันวัฒนธรรม หมอธรรมเป็นตัวกลางในการธำรงอยู่และสืบทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชุมชน วัฒนธรรมหมอธรรมผสมผสานร่วมกันกับพระพุทธศาสนา ก่อเกิดความเชื่อ และความศรัทธาของคนในชุมชน ผ่านผู้ประกอบพิธีกรรมอย่างหมอธรรม วัฒนธรรมหมอธรรมเป็นศูนย์กลางทางด้านจิตใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยวของผู้มีความทุกข์ทางกายและทางใจ เป็นวัฒนธรรมของการประกอบพิธีกรรม จากการศึกษาอัตลักษณ์ทั้งทางด้านวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของวัฒนธรรม หมอธรรม ทำให้สามารถวิเคราะห์ บทบาทของวัฒนธรรมหมอธรรมในปัจจุบันได้ทั้งหมด 10 บทบาท (3) กำหนดกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดวัฒนธรรมพื้นบ้านด้วยการเล่าเรื่องด้วยโมเดล “M O D H U M strategies” ซึ่งมีรายละเอียดองค์ประกอบ ได้แก่ M – Message คือ สารและเรื่องราว โดยการส่งเสริมการรวบรวมข้อมูลและการสร้างเครือข่ายเพื่อเป็นการส่งเสริมการรวบรวมข้อมูล, O – Orientation คือ การปรับตัวและกำหนดทิศทางทางการสื่อสาร โดยการขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมพื้นบ้าน ให้สอดคล้อง กับวิถีชีวิตของคนในชุมชน , D- Demonstrate คือ การสาธิตหรือนำเสนอ โดยพัฒนาการเล่าเรื่องในการสาธิตและนำเสนอด้านประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิต, H- Heritages คือ มรดกวัฒนธรรมการ โดยพัฒนาการเล่าเรื่องโดยใช้ข้อมูลมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญของชุมชน , U- User คือ ผู้ร่วมพิธีกรรม โดยปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางความเชื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย และ M- Maintain คือ การรักษาและสืบทอด โดยพัฒนาการเล่าเรื่องเพื่อบันทึกข้อมูลและเผยแพร่ เพื่อสร้างความสนใจและการตระหนักรู้ถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมพื้นบ้านหมอธรรม (4) การผลิตสื่อวีดิทัศน์เรื่อง “การเล่าเรื่องวัฒนธรรมหมอธรรม” คุณภาพการประเมินอยู่ในระดับดีมาก ที่ค่าเฉลี่ย (X) = 4.66 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. = 0.298
      120  1122
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดออนไลน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทยของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT+) ชาวต่างชาติ
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2020)
    สุพิชฌาย์ พรสุขสวัสดิ์
    การวิจัยเรื่อง กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดออนไลน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทยของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBT+) ชาวต่างชาติ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินชีวิตด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศชาวต่างชาติ (2) เพื่อเสนอแผนกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดออนไลน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทยของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศชาวต่างชาติ เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี (Mix Method Research) ระหว่างวิธีวิจัยเชิงปริมาณและวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์การใช้เนื้อหาบนสื่อออนไลน์ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวประเทศไทย (SWOT Analysis) แล้วกำหนดแผนกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดออนไลน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทยด้วย TOWS Matrix Analysis และการอภิปรายกลุ่ม (Focus Group) โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบแผนกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดออนไลน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทยของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศชาวต่างชาติ ผลการศึกษาพบว่า 1) รูปแบบการดำเนินชีวิตด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศชาวต่างชาติ ผู้วิจัยสร้างแบบวัดรูปแบบการดำเนินชีวิตด้านการท่องเที่ยว โดยข้อคำถามได้มาจากการทบทวนวรรณกรรมเรื่องรูปแบบการดำเนินชีวิต AIOs (กิจกรรม, ความสนใจ, ความคิดเห็น) และพฤติกรรมการท่องเที่ยวในกระบวนการตัดสินใจท่องเที่ยว (Tourism behavior in the purchasing decision process) ซึ่งประกอบด้วยคำถาม 197 ข้อ ทำการลดข้อคำถามโดยพิจารณาจากค่า Cronbach’s alpha if item deleted โดยจะต้องมีค่าไม่เกินค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาคและค่า Corrected Item-Total Correlation มากกว่า 0.3 ทำให้เหลือข้อคำถามจำนวน 70 ข้อ นำมาวิเคราะห์โดยการหมุนแกนด้วยวิธีเวอริแมก (Varimax) ได้องค์ประกอบด้านการท่องเที่ยว 5 ประการ ได้แก่ (1) องค์ประกอบด้านข่าวสารและข้อมูลด้านการท่องเที่ยว (2) องค์ประกอบด้านแรงบันดาลใจในการเดินทาง (3) องค์ประกอบความชอบด้านการท่องเที่ยวและจุดหมายปลายทาง (4) องค์ประกอบด้านความต้องการเดินทางท่องเที่ยว และ (5) องค์ประกอบด้านประเภทของการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ส่งผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกและการเลือกเดินทางไปยังสถานที่นั้นๆ โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศมีการหาข้อมูลด้านสถานที่ท่องเที่ยวผ่านสื่อประเภทเครือข่ายสังคมออนไลน์มากที่สุด ข้อมูลที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้คาดหวังมากที่สุด คือ เรื่องการยอมรับอย่างจริงใจของคนในท้องถิ่นและความปลอดภัยสำหรับคนกลุ่มนี้ 2) กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดออนไลน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทยของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศชาวต่างชาติ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นคือ “SHOE-Flower Model” ซึ่ง SHOE ซึ่งแสดงถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศทั้ง 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่ม Safe & Chill 2. กลุ่ม Hits 3. กลุ่ม Option และ 4. กลุ่ม Exploit โดย FLOWER จะแสดงถึงกลยุทธ์ประกอบด้วย กลยุทธ์ 1 ช่วยเหลือ (Favored) ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและจัดอบรมเพื่อพัฒนาคนให้พร้อมที่จะช่วยเหลือนักท่องเที่ยว กลยุทธ์ที่ 2 ชัดเจน (Lucid) เพิ่มเนื้อหาในการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการเป็นมิตรกับกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ กลยุทธ์ที่ 3 ชูโรง (Outstanding) โดยเน้นการพัฒนาเนื้อหาที่สามารถแสดงให้เห็นศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวและสามารถตอบโจทย์ความคาดหวังของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ได้ กลยุทธ์ที่ 4 ชักจูง (Welcome) พัฒนาช่องทางการสื่อสารและวิธีการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้อย่างสะดวก กลยุทธ์ที่ 5 เชื่อมั่น (Exact) จัดตั้งหน่วยงานกลางที่ใช้ในการสื่อสารและให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะและกลยุทธ์ที่ 6 เชื่อมโยง (Related) ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน
      651  2944
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้วิถีชีวิตการเป็นผู้สูงวัยอย่างสง่างามของบุคคลในช่วงวัย Gen-x
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2022)
    ศิดานุช กิตติเสรีกุล
    ;
    จันทิมา เขียวแก้ว
    ;
    ;
    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. คณะนิเทศศาสตร์.
    ;
    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาด.
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาวิถีชีวิตเพื่อการเป็นผู้สูงวัยอย่างสง่างามของบุคคลในช่วงวัย Gen-x 2) ศึกษาพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของบุคคลในวัย Gen-x และ 3) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อส่งเสริมวิถีชีวิตเพื่อการเป็นผู้สูงวัยอย่างสง่างามของบุคคลในช่วงวัย Gen-x เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นประชากรไทยที่อยู่ในช่วงวัยเจนเนอเรชั่น X มีอายุระหว่าง 42-57 ปี จ านวน 1,145 คน ประมวลข้อมูลโดยการวิเคราะห์ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ผลการศึกษา มีดังนี้ 1. วิถีชีวิตเพื่อการเป็นผู้สูงวัยอย่างสง่างามของบุคคลในช่วงวัย Gen-x 1.1 กลุ่มตัวอย่างมีวิถีชีวิตเพื่อการเป็นผู้สูงวัยอย่างสง่างามในระดับมากทุกองค์ประกอบ โดยมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ด้านความสนใจที่จะปฏิบัติตนเพื่อการเป็นผู้สูงวัยอย่างสง่างาม ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3. 75(SD=0.531) รองลงมาคือ การปฏิบัติตนเพื่อการเป็นผู้สูงวัยอย่างสง่างาม ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.) 50SD=0.412) และความคิดเห็นต่อการเป็นผู้สูงวัยอย่างสง่างามค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3. 50(SD=0.501) 1.2 องค์ประกอบวิถีชีวิตเพื่อการเป็นผู้สูงวัยอย่างสง่างามของบุคคลในช่วงวัย Gen-x พบว่ามี 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) Happy Planner 2) Happy Safety 3) Happy Thinking 4) Happy Social Information 5) Happy Community 6) Health conscious และ 7 Happy Life 1.3 การจัดกลุ่มวิถีชีวิตเพื่อการเป็นผู้สูงวัยอย่างสง่างามของบุคคลในช่วงวัย Gen-x ได้ 3กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 Easygoing กลุ่มเน้นความสบาย ๆ ไม่จริงจัง เน้นการแสดงความคิดเห็นเป็นหลัก กลุ่มที่ 2 Protection กลุ่มปลอดภัยไม่เสี่ยง การดำเนินชีวิตเน้นความสนใจ เป็นหลัก มีพฤติกรรมสนใจการเข้าร่วมสังคม พบปะเพื่อนฝูง เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมหาความรู้เรื่องส่งเสริมคุณภาพชีวิตเพื่อการสูงวัยในอนาคต และ กลุ่มที่ 3 accept Change กลุ่มยอมรับการเปลี่ยนแปลง ให้ความสนใจในเรื่องการปฏิบัติตนมากที่สุด ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายตามกฎของธรรมชาติว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนกลุ่มนี้จึงพร้อมเตรียมตัว เพื่อยอมรับ และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความสุขเน้นความสำเร็จเป็นที่ตั้ง 1. พฤติกรรมการเปิดรับสื่อของบุคคลในวัย Gen-x พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 88.3 มีการเปิดรับสื่อสังคมออนไลน์มานานมากกว่า 4 ปีสื่อที่เปิดรับคือ ส่วนใหญ่ใช้เฟซบุ๊กทุกวัน และส่วนใหญ่ใช้ไลน์อินสตราแกรม ยูทูป สัปดาห์ละ 5-6 วัน อ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์และฟังวิทยุสัปดาห์ละ 3-4 วัน ส่วนโหญ่ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน วัตถุประสงค์เพื่อติดต่อกับคนรู้จัก อัพเดตสถานะ/ข้อมูลส่วนบุคคลผลงาน/รูปภาพ/ ค้นหาข้อมูลแลกเปลี่ยนข้อมูลและเพื่อความบันเทิง/ มีวัตถุประสงค์ในการสืบค้นข้อมูลด้านสุขภาพเพื่อต้องการแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับสุขภาพกับผู้อื่นที่อยู่ในสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุด รองลงมาคือ คาดหวังว่าจะได้รับข้อมูลจากผู้อื่น และ น้อยที่สุดคือต้องการให้คนในสื่อสังคมออนไลน์ตระหนักว่าการดูแลสุขภาพเป็นเรื่องส าคัญ เปิดรับข่าวสารสุขภาพที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุจากเฟซบุ๊ก มากที่สุด รองลงมาคือจากทางไลน์ 2. กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้วิถีชีวิตเพื่อการเป็นผู้สูงวัยอย่างสง่างามของบุคคลในช่วงวัย Gen-x ที่นำเสนอคือ การพัฒนาสารโดยใช้กลยุทธ์ SED คือ การสื่อสารต้องเน้นเนื้อหา 1) สร้างความมั่นใจ) Self-Confidence) ในการดำเนินชีวิตให้เป็นผู้สูงวัยอย่างสง่างาม 2) เพิ่มพูน (Enhance) เพื่อเพิ่มข้อมูลตามความสนใจและความรู้ในการเพิ่มศักยภาพให้เป็นผู้สูงวัยอย่างสง่างาม และ 3) พัฒนา (Develop) ความสนใจในการแสวงหาและเข้าถึงข้อมูลเบื้องต้นในการเป็นผู้สูงวัยอย่างสง่างาม ทั้งนี้ให้ดำเนินการให้สอดคล้องกับกลุ่มวิถีชีวิตของแต่ละบุคคล โดยใช้ช่องทางการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์
      145  1183
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อสร้างความผูกพันธ์กับตราสินค้าผ้าไหมและเครื่องแต่งกายจากผ้าไหม หนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ = Marketing communication strategies for brand associate OTOP Thai silk and dress / ประพันธ์ วิทยากุลชัย
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2005)
    ประพันธ์ วิทยากุลชัย
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      24  354
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อสร้างตราสินค้าผ้าไหมและเครื่องแต่งกายจากผ้าไหม หนึ่งตําบลหนึ่งผลิตภัณท์ = The Marketing communication strategies for OTOP Thai silk and dress branding / ปรารถนา ธงไชย
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2006)
    ปรารถนา ธงไชย
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      18  273
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อส่งเสริมธุรกิจบริการผู้สูงอายุ
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2022)
    ยศนันทน์ แก้วโกมลมาลย์
    ;
    จันทิมา เขียวแก้ว
    ;
    ;
    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. คณะนิเทศศาสตร์.
    ;
    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาด.
      140  4738
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากผลกระทบวิกฤต COVID-19 ผ่านมุมมองผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2022)
    บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์
    ;
    ;
    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. คณะนิเทศศาสตร์. สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาดดิจิทัล.
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากผลกระทบวิกฤต COVID-19 ผ่านมุมมองผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) เป็นแนวทางในการศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (in-depth interview) และการค้นคว้าหลักฐานจากเอกสารต่าง ๆ (documentary research) สำหรับการนำเสนอผลวิจัยจะเรียงลำดับตามกลยุทธ์การสื่อสารการตลาด ทั้ง 5ขั้นตอน ประกอบด้วย การทบทวนแผนการตลาด การกำหนดวัตถุประสงค์การสื่อสารการตลาด การกำหนดเครื่องมือสื่อสารการตลาด การกำหนดงบประมาณและระยะเวลา และการประเมินผล ผลวิจัย พบว่า ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่มีการทบทวนแผนการตลาด (review of the marketing plan) ด้วยมุมมองที่ต่างไปจากเดิมเพื่อให้สอดรับกับวิกฤติ COVID-19 ที่อยู่บนความไม่แน่นอน ยากต่อการคาดเดา และไม่รู้จุดสิ้นสุดของปัญหา เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ (situation analysis) โดยใช้ “SWOT Analysis” พบว่า จุดแข็งหรือความได้เปรียบ (strengths) ของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ประกอบด้วย 1) วิสัยทัศน์และความสามารถของผู้นำที่กล้าปรับตัวอย่างรวดเร็ว 2) การมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และฐานข้อมูลลูกค้าเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ 3) จำนวนสาขาที่ครอบคลุมและความแข็งแกร่งของสาขา 4) การพัฒนาช่องทางเชื่อมต่อโลกออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันในรูปแบบ Omni-Channel 5) ความเชี่ยวชาญและความสามารถของบุคลากร สำหรับจุดอ่อน (weaknesses) ประกอบด้วย 1) สาขาจำนวนมากกลายเป็นภาระของธุรกิจ 2) ทักษะของพนักงานไม่เอื้อต่อการปรับตัวอย่างกะทันหัน 3) ระบบบริหารจัดการร้านค้าปลีกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ 4) ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ผ่านโอกาส (opportunities) ต่อไปนี้ 1) ประชาชนส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตและทำงานที่บ้านอย่างต่อเนื่อง 2) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเร่งให้เกิดการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเอาชนะข้อจำกัด 3) กระแสสังคมสร้างความนิยมให้กับผลิตภัณฑ์ 4) การจับมือเป็นพันธมิตรและการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น ส่วนอุปสรรค (threats) ต่อการดำเนินงาน ประกอบด้วย 1) ความไม่แน่นอน คาดการณ์ไม่ได้ เกิดขึ้นแบบฉับพลันของสถานการณ์ COVID-19 2) ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและกำลังซื้อลดลง 3) คู่แข่งเพิ่มสูงขึ้น 4) มาตรการกระตุ้นและพื้นฟูเศรษฐกิจของภาครัฐ 5) การบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้การทบทวนแผนการตลาดยังครอบคลุมถึงการกำหนดวัตถุประสงค์การตลาดที่ชัดเจน (specific marketing objectives) โดยพบว่าวิกฤต COVID-19 ทำให้ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่กำหนดวัตถุประสงค์การตลาดมุ่งเน้นเรื่องยอดขาย (sales) และกำไร (profit) เป็นหลัก ส่วนการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (target market) หรือ “ลูกค้าที่ใช่” (core customer) จะวิเคราะห์ผ่าน “STP Process” ครอบคลุมถึงการกำหนดกลยุทธ์การตลาด marketing strategy) ที่พยายามใช้ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาด เพี่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ขั้นตอนที่สอง การกำหนดวัตถุประสงค์การสื่อสารการตลาด (determining objective) พบว่า มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การตลาดที่มุ่งเรื่องยอดขายและกำไรเป็นสำคัญ เริ่มต้นจากเพื่อสร้างการรับรู้(awareness) และสิ้นสุดตรงเพื่อทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อ (action) ส่วนการกำหนดเครื่องมือสื่อสารการตลาด (marketing communication tools) ในขั้นตอนที่สามนั้น ทำให้ทราบว่าแผนสื่อสารการตลาดที่เคยวางไว้ล่วงหน้าถูกรื้อใหม่ทั้งหมด โดยมีการปรับแผนให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เรียกสั้น ๆ ว่า “Covid Plan” และธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ ( IMC) ที่ผสมผสานเครื่องมือแต่ละประเภทเข้าด้วยกัน ในขั้นตอนถัดมา การกำหนดงบประมาณและระยะเวลา (determining budgets and timing) พบว่า ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่กำหนดงบประมาณด้านการสื่อสารการตลาดไว้ 2 รูปแบบ คือ งบประมาณจากบนลงล่าง (top-down approach) และงบประมาณจากล่างสู่บน (bottom-up approach) ขึ้นอยู่กับโครงสร้าง นโยบาย และวัฒนธรรมการทำงานของแต่ละองค์กร ตลอดจน ปรับระยะเวลาการดำเนินงานของทุกแผนให้สั้นลงเพื่อให้ง่ายต่อการติดตามและประเมินผล สำหรับการประเมินผล (evaluation) ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย พบว่า ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่จะประเมินความสำเร็จของแผนสื่อสารการตลาดในภาพรวม (overall evaluation) โดยพิจารณาจากยอดขายและกำไรเป็นหลัก ส่วนการประเมินผลแต่ละเครื่องมือสื่อสารการตลาด (task evaluation) พบว่า เครื่องมือแต่ละประเภทมีเกณฑ์ในการประเมินผลแตกต่างกัน ส่วนใหญ่จะครอบคลุม 3 เรื่อง คือ การรับรู้(awareness) ความผูกผัน (engagement) และยอดขาย (sales) สำหรับปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ซ่อนอยู่ภายใต้กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากผลกระทบวิกฤต COVID-19 ประกอบด้วย 1. วิสัยทัศน์ของผู้นำ 2. ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่มีความพร้อมด้านเงินทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม บุคลากร และฐานข้อมูลลูกค้า 3. การดำเนินกลยุทธ์การตลาดที่ยึดหลักแนวคิด “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” (customer centric) 4. การนำข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า (customer insight) มาใช้ประโยชน์ในการบริหารความสัมพันธ์ เพื่อมอบประสบการณ์เชิงบวกแบบไร้รอยต่อ (seamless experience) 5. การใช้เครื่องมือการประชาสัมพันธ์ผ่านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) หรือการสร้างสรรค์คุณค่าร่วม (CSV) ควบคู่กับเครื่องมือการส่งเสริมการขาย 6. การสร้างสรรค์เนื้อหาสารหรือคอนเทนต์ที่เล่นกับอารมณ์และความรู้สึกของลูกค้า (emotional marketing) จากวิกฤต COVID-19 7. กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดที่กระชับ สามารถปรับตามสถานการณ์หรือพฤติกรรมผู้บริโภคในขณะนั้นได้ทันที
      275  1738
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดและพฤติกรรมการเปิดรับสื่อและใช้บริการธนาคารบนอินเตอร์เน็ตของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร = Marketing communication strategies and media exposure behavior and usage on Internet e-banking service from the customers in Bangkok / ฐิติรัตน์ ธงรัตนะ
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2006)
    ฐิติรัตน์ ธงรัตนะ
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      21  377
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    กลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดแบบบูรณาการ และความเชื่อมั่นที่ส่งผลต่อความตั้งใจเข้าร่วมงานอีเว้นท์ออนไลน์ของผู้เข้าร่วมในเขตกรุงเทพมหานคร
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2021)
    นฤดม ต่อเทียนชัย
    การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการที่มีผลกับความตั้งใจเข้าร่วมงานอีเว้นท์ออนไลน์ (Virtual Event) ของผู้เข้าร่วมงาน 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อมั่นของผู้เข้าร่วมงานที่มีผลกับความตั้งใจเข้าร่วมงานอีเว้นท์ออนไลน์ (Virtual Event) ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบวิจัยแบบผสม (Mix Method) คือการใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 3 คน และการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 400 คน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก พบว่า 1) รูปแบบการจัดงานอีเว้นท์ออนไลน์ (Virtual Event) ส่วนใหญ่ยังเป็นทั้งในรูปแบบ ออฟไลน์ (Offline) และออนไลน์ (Online) แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงส่งผลให้รูปแบบการจัดอีเว้นท์ออนไลน์ (Virtual Event) เป็นที่นิยมมากเพิ่มขึ้น 2) เครื่องมือการสื่อสารการตลาดบูรณาการ โดยทำการประชาสัมพันธ์ผ่านในลักษณะของวิดีโอไวรัล (Viral Video) และการถ่ายทอดสดในระบบออนไลน์ (Live Stream) เน้นการสร้างภาพเคลื่อนไหว เสียง ภาพนิ่ง เพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ผ่านเฟซบุ๊กก่อนในช่วงแรก และสื่อสารผ่านช่องทางอื่น ๆ อาทิ โฆษณาทีวี และการเช่าป้ายโฆษณา เพื่อเน้นสร้างการจดจำ และความสนใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน 3) ด้านความเชื่อมั่น ผู้จัดงานเน้นกลยุทธ์ในการใช้เทคโนโลยีที่สร้างความรู้สึกให้เกิดความเชื่อที่ใกล้เคียงกับการเข้าร่วมงานอีเว้นท์แบบออฟไลน์ (Offline) ให้ได้มากที่สุดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ปัจจัยการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการมีความสัมพันธ์ต่อความตั้งใจเข้าร่วมงานอีเว้นท์ออนไลน์ (Virtual Event) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยในด้านการสื่อสารแบบปากต่อปากมีผลสูงสุด รองลงมาการตลาดเชิงกิจกรรมและประสบการณ์ การส่งเสริมการขาย การประชาสัมพันธ์ และการโฆษณา ตามลำดับ ในส่วนปัจจัยด้านความเชื่อมั่นมีความสัมพันธ์ต่อความตั้งใจเข้าร่วมงานอีเว้นท์ออนไลน์ (Virtual Event) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยความเชื่อมั่นในการนำเสนอมีผลสูงสุด รองลงมาความเชื่อมั่นจากความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า ตามลำดับ ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะต่อผู้จัดงาน ควรให้ความสำคัญกับรูปแบบการจัดงานที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายโดยเน้นระบบสารสนเทศที่ผู้เข้าร่วมรู้สึกใกล้เคียงกับการเข้าร่วมแบบออฟไลน์ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ รวมถึงการสร้างการรับรู้โดยการโฆษณาลงช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อดูความคิดเห็นและผลตอบรับเบื้องต้น ก่อนขยายไปยังช่องทางอื่น ๆ อาทิ โทรทัศน์ เพื่อสร้างการจดจำให้กับกลุ่มเป้าหมายในการกระตุ้นให้เกิดความตั้งใจเข้าร่วมงาน
      1037  6717
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    กลยุทธ์การสื่อสารอัตลักษณ์อาหารลังกาสุกะเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารสามจังหวัดชายแดนใต้
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2022)
    รณภพ นพสุวรรณ
    ;
    จันทิมา เขียวแก้ว
    ;
    ;
    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. คณะนิเทศศาสตร์.
    ;
    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาด.
    การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพการสื่อสารการส่งเสริมการท่องเที่ยวสามจังหวัดชายแดนใต้(2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อการสื่อสารอัตลักษณ์อาหารลังกาสุกะ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารสามจังหวัดชายแดนใต้ (3) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การสื่อสารอัตลักษณ์อาหารลังการสุกะ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารสามจังหวัดชายแดนใต้ ด้วยระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานระหว่างระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การสังเคราะห์เนื้อหาแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางการสร้างแนวคำถามเพื่อการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 23 คน นำผลการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา พบว่า อัตลักษณ์อาหารลังกาสุกะ เกิดจากการผสมผสานทางวัฒนธรรมจากชนชาติต่าง ๆ ที่เดินทางมาติดต่อค้าขายหรือโยกย้ายมาในดินแดนลังกาสุกะ และสืบทอดวัฒนธรรมอาหาร เกิดการปรับตัวนำเครื่องเทศ มะพร้าว กะทิ และกรรมวิธีการปรุงใช้กับอาหารและกระบวนการเดิมของผู้คนในท้องถิ่น เกิดเป็นอัตลักษณ์อาหารที่มีกลิ่นเครื่องเทศเฉพาะตัว มีสีเข้ม มีรสหวานจากการใช้น้ำตาลมะพร้าว และความเข้มข้นจากกะทิ ผสมผสานตามหลักศาสนา วิถีชีวิต การประกอบอาชีพ เกิดเป็นอาหารในพิธีกรรมตามศาสนาที่ให้ความเคารพนับถือ นอกจากนี้ยังสามารถรวบรวมเมนูอาหารจากการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา จำนวน 34 เมนู ทำให้สามารถแยกที่มาของอาหาร ชื่ออาหาร ส่วนผสม กรรมวิธีการปรุง และชนชาติที่มีอิทธิพลต่อเมนูเหล่านี้ และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม เก็บบันทึกเนื้อหาและช่องทางการสื่อสารออนไลน์และสื่อดั้งเดิมที่ปรากฏระหว่างปี 2560-2564 ด้านระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณเป็นการเก็บข้อมูลจากสำรวจความคิดเห็นออนไลน์จากผู้ตอบแบบสอบถามจากทั่วประเทศ จำนวน 1,348 คน จากนั้นนำผลมาวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือทางสถิติ ทำให้เห็นลักษณะทางประชากรส่วนใหญ่ มีอายุอยู่ระหว่าง 22-36 ปี มากที่สุด จำนวน 817 คิดเป็น ร้อยละ 60.60 เป็นเพศชาย จำนวน 672 คน คิดเป็นร้อยละ 49.90 มากกว่าเพศหญิง และ LGBTQ+ มีระดับการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีมากที่สุด จำนวน 983 คน คิดเป็นร้อยละ72.92 มีรายได้ของอยู่ระหว่าง 10,001 – 30,000 บาท มากที่สุด มีจำนวน 976 คนคิดเป็นร้อยละ 72.40 เป็นผู้ที่นับถือศาสนาพุทธมากที่สุด จำนวน 869 คน คิดเป็นร้อยละ 64.47 รองลงมา เป็นผู้ที่อาศัยในภาคใต้มากที่สุด จำนวน 675 คน คิดเป็นร้อยละ 50.10 โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่นิยมใช้ช่องทางการสื่อสารออนไลน์เป็นช่องทางการสืบค้นเนื้อหาและเปิดรับข่าวสารการท่องเที่ยว จำนวน 805 คน คิดเป็นร้อยละ 66.9 เคยได้ยิน คำว่า ลังกาสุกะ จำนวน 942 คน คิดเป็นร้อยละ 69.90 จังหวัดนราธิวาสเป็นจังหวัดที่เคยไปมากที่สุด จำนวน 567 คน คิดเป็นร้อยละ 42.10 ผลการวิจัยการสื่อสารอัตลักษณ์ด้วยการจัดองค์ประกอบผ่านแบบจำลอง “SPICES Model: Food Identity Communication” ประกอบด้วย S: Southernmost Heritage หมายถึง มรดกภูมิปัญญาอาหารลังกาสุกะแห่งปลายด้ามขวานของไทย P: Process of Cooking หมายถึง กระบวนการขั้นตอนการปรุงอาหารลังกาสุกะ I: Ingredients หมายถึง ส่วนผสม เครื่องปรุงอาหารรสของอาหารลังกาสุกะเกิดจากการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น C: Culture of food หมายถึง อัตลักษณ์อาหารลังกาสุกะจากผู้คนในวัฒนธรรมเกิดการแลกเปลี่ยนและนำความรู้มาเป็นอาหารอัตลักษณ์ของตนเอง E: Experiences หมายถึง ประสบการณ์จากการปรุงอาหารแบบดั้งเดิม นำมาสร้างมูลค่าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารสู่นักท่องเที่ยว และ S: Sense หมายถึงการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ การเห็นมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส การรับรู้รส การได้กลิ่น และความรู้สึกอิ่มเอมใจที่รับรู้ถึงประสบการณ์อาหารลังกาสุกะ ข้อเสนอแนะกลยุทธ์การสื่อสารอัตลักษณ์อาหารลังกาสุกะในงานวิจัยนี้ เกิดจากองค์ประกอบที่ถูกค้นพบผ่านแบบจำลอง “SPICES Model: Food Identity Communication” นำมาสู่แบบจำลอง “SPICE model: Communications Strategies” กลยุทธ์การสื่อสารอัตลักษณ์อาหารลังกาสุกะเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารสามจังหวัดชายแดนใต้ สะท้อนแนวทางเพื่อนำเสนอกลยุทธ์การสื่อสารจากความโดดเด่นด้านต่าง ๆ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จำนวน 6 กลยุทธ์ ประกอบด้วย กลยุทธ์ที่ 1) “ความภาคภูมิใจ” เกิดจาก Strengthen (S) กลยุทธ์ที่ 2) “อาหารสร้างแรงบันดาลใจ” เกิดจาก Persuasion (P)กลยุทธ์ที่ 3)“เพิ่มขีดความสามรถการแข่งขัน” เกิดจาก Increase Market (I) กลยุทธ์ที่ 4) “ฝึกฝนเพิ่มพูนทักษะเตรียมพร้อมการแข่งขัน” เกิดจาก Competition (C) กลยุทธ์ที่ 5) “อาหารสร้างประสบการณ์” เกิดจาก Experiences (E) และ กลยุทธ์ที่ 6) “ร่วมแรงร่วมใจ” เกิดจาก Social Integration (S)
      305  1710
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    กลยุทธ์การโฆษณาเพื่อปรับตําแหน่งสินค้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมใช้ วัน-ทู-คอล
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2000)
    วรรณพร สมิทธิวาสน์
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      7  89
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การจัดการเชิงกลยุทธ์ กลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาด การบริหารความสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจของโรงเรียนฝึกอบรมทักษะความรู้เฉพาะด้าน: กรณีศึกษา โรงเรียนธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ (ITBS)
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2010)
    Sitisara, Rawin
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเรื่องการจัดการเชิงกลยุทธ์กลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาด การบริหารความสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจของโรงเรียนฝึกอบรมทักษะความรู้เฉพาะด้าน: กรณีศึกษา โรงเรียนธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ (ITBS) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุของปัญหา ที่ทาให้รายได้ของโรงเรียนธุรกิจขการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศลดลง และค้นหาทางแก้ปัญหาจากการกำหนดวางกลยุทธ์แก่องค์กรธุรกิจ และในปฏิบัติการโดยเน้นการใช้กลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดการบริหารความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อการเข้าถึง และ ภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นของทางโรงเรียนอีกทั้งการพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ การศึกษานี้ ใช้ระเบียบการศึกษาทุติยภูมิ (Secondary Research) ด้วยการค้นคว้าข้อมูลสภาพการเติบโตของธุรกิจโลจิสติกส์ซึ่งมีผลกับโรงเรียนฯ รายงานด้านการใช้สื่อทางอินเตอร์เน็ต แนวคิดทางการตลาดในธุรกิจบริการจากบทความ และสิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้อง และการศึกษาปฐมภูมิ (Primary Research) โดยการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In Depth Interview) กับผู้อำนวยการโรงเรียนธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ และกับตัวแทนมหาวิทยาลัย และตัวแทนอาจารย์มหาวิทยาลัยเช่นกัน การเก็บข้อมูลกลุ่มเฉพาะเจาะจง (Focus Group) กับกลุ่มตัวแทนนักศึกษาในสาขาการเรียนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้นำผลการศึกษาทั้งสองส่วนมาแปรผลและวิเคราะห์ผลรวมกัน
      68  1126
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การจัดการเนื้อหาและการสื่อสารการตลาดผ่าน Facebook Live ของสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทย
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2019)
    สุณิสา สังข์วงค์
    การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการเนื้อหา Facebook Live ของสถานีโทรทัศน์ ระบบดิจิทัลในประเทศไทย 2) ศึกษาการสื่อสารการตลาดผ่าน Facebook Live ของสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทย 3) ศึกษาการสร้าง Engagement ของสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ (1) แบบบันทึก ข้อมูล (Coding Form) การจัดการเนื้อหาและการสื่อสารการตลาดผ่าน Facebook Live ของสถานี โทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทย จำนวน 24 สถานี ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน - 31 ธันวาคม 2561 (2) แนวคำถามสัมภาษณ์ผู้บริหารหรือผู้อำนวยการ จำนวน 12 คน เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานด้านโซเชียลมีเดีย จำนวน 6 คน และผู้ประกาศข่าวหรือพิธีกร จำนวน 8 คน รวมทั้งสิ้น 26 คน จาก 11 สถานี โทรทัศน์ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) แล้วนำมาประมวลผลข้อมูลที่ได้จากแบบบันทึกข้อมูลในการวิเคราะห์ Facebook Live ของสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทยและบทสัมภาษณ์เชิงลึกมาประมวลรวมกันและวิเคราะห์เนื้อหาตามเค้าโครงการนำเสนอ โดยใช้สถิติ เชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) แจกแจงความถี่ (Frequency) และร้อยละ (Percentage) แล้วนำเสนอเป็นความเรียงประกอบตาราง ซึ่งผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดการเนื้อหา Facebook Live ของสถานี โทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ นโยบายที่เป็นลายลักษณ์อักษรและนโยบายที่กำหนดขึ้นโดยส่วนงานที่รับผิดชอบด้านโซเชียลมีเดีย ซึ่งสถานีโทรทัศน์ที่มีสัดส่วนการนำเสนอรายการผ่าน Facebook Live ต่อวัน มากที่สุด ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ช่อง TNN 24 รวมทุกประเภทรายการ คิดเป็น 69.16% โดยประเภทรายการที่มีการนำเสนอผ่าน Facebook Live มากที่สุด คือ รายการข่าว ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ช่อง Nation TV ความยาว 12.55 ชั่วโมงต่อวัน ปัจจุบัน สถานีโทรทัศน์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ Facebook Live ในการนำมาต่อยอดนำเสนอเป็นรายการออนไลน์เพื่อสร้างยอดวิวและสร้างรายได้ 2. การสื่อสารการตลาดผ่าน Facebook Live ของสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทย สถานีโทรทัศน์ใช้เครื่องมือการสื่อสารการตลาดประเภทการประชาสัมพันธ์มาใช้มากที่สุด รองลงมา คือ การโฆษณาตราสินค้าหรือสินค้าในรายการโทรทัศน์ และการวางสินค้าบนโต๊ะผู้ประกาศข่าว การส่งเสริมการตลาดโดยผู้ประกาศข่าวหรือพิธีกรแนะนำสินค้า และการจัดกิจกรรมทางการตลาดโดยให้ผู้ชมร่วมสนุกรับของรางวัล และมีการใช้ส่วนประสมทางการตลาด เพื่อกำหนดราคาในการนำเสนอรายการผ่าน Facebook Live เป็นแพ็คเกจเพื่อให้องค์กร หน่วยงาน และผู้ผลิตสินค้าได้จัดซื้อตามขนาดและความต้องการ 3. การสร้างพันธสัมพันธ์ (Engagement) ของสถานีโทรทัศน์ระบบดิจิทัลในประเทศไทย สถานีโทรทัศน์ใช้วิธีการสร้างพันธสัมพันธ์ด้วยการให้ผู้ชมกดไลก์ (Like) กดแชร์ (Share) และ แสดงความคิดเห็น (Comment) ผ่านทาง Facebook Live เพื่อรับของรางวัลหรือร่วมสนุกชิงรางวัล ทั้งผ่านการจัดกิจกรรมและการแสดงคอนเสิร์ต
      161  1040
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารการตลาดผ่านสื่อออนไลน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษาวัฒนธรรมเพอรานากัน
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2022)
    อรพร สุวัณณะสังข์
    ;
    จันทิมา เขียวแก้ว
    ;
    ;
    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. คณะนิเทศศาสตร์.
    ;
    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาด.
    การวิจัยเรื่อง การพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารการตลาดผ่านสื่อออนไลน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษาวัฒนธรรมเพอรานากัน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการใช้นวัตกรรมการสื่อสารออนไลน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และเพื่อนำเสนอนวัตกรรมการสื่อสารออนไลน์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งงานเป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 เป็นการวิเคราะห์เนื้อหาเอกสารซึ่งเป็นสื่อคลิปวีดีโอ 360 องศา ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและเผยแพร่อยู่บนช่อง YouTube จำนวน 107 เรื่อง และระยะที่ 2 เป็นการพัฒนาสื่อนวัตกรรมต้นแบบเพื่อใช้เป็นเครื่องมือการสื่อสารการตลาดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีขั้นตอน คือ การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่จะนำมาสร้างเป็นเนื้อหาเพื่อเตรียมการ สำหรับการผลิตสื่อคลิปวิดีโอด้วยเทคโนโลยี VR 360 และการบูรณาการสื่อเข้าสู่แพลดฟอร์มเมทาเวิร์ส นำสื่อนวัตกรรมต้นแบบมาทดสอบด้วยการจัดอภิปรายกลุ่มเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ให้ข้อมูลหลักเกี่ยวกับการสื่อนวัตกรรมต้นแบบก่อนการเผยแพร่ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. รูปแบบการใช้นวัตกรรมการสื่อสารออนไลน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว พบว่า เนื้อหาของคลิปที่แสดงให้ผู้ชมมีประสบการณ์ร่วมกับ VDO 360 มากที่สุด ร้อยละ 43.93 รองลงมา คือ คลิปที่พาเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยว ร้อยละ 37.38 และน้อยที่สุด คือ คลิปแนะนำเทคโนโลยี VR 360 และคลิปที่ใช้เป็นสื่อทางการตลาด ร้อยละ 9.35 เท่ากัน ด้านเทคนิคการถ่ายทำ พบว่า รูปแบบการสื่อสารผ่าน VDO 360 ด้วยภาพเคลื่อนไหวมากที่สุด ร้อยละ 33.64 รองลงมา คือ รูปแบบการสื่อสารด้วยภาพเคลื่อนไหว ร้อยละ 29.91 และ น้อยที่สุด คือ รูปแบบการสื่อสารผ่าน VDO 360 ด้วยภาพนิ่งประกอบคำบรรยาย ร้อยละ 1.86 อีกทั้ง พบว่า รูปแบบการสื่อสารผ่าน VDO 360 ด้วยภาพเคลื่อนไหว 360 องศา สามารถทำให้ความรู้สึกถูกกระตุ้นเร้าและสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้ชมโดยผ่านประสาทสัมผัสต่าง ๆ ด้วยวิธีการสื่อสาร ด้วยภาพ เสียง และการเคลื่อนไหว แต่ยังมีข้อจำกัดของการรับรู้ทางความรู้สึกผ่านกลิ่นและรสชาติที่ไม่สามารถสัมผัสได้ผ่านสื่อนี้ 2. นวัตกรรมการสื่อสารออนไลน์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 2.1 การสร้างนวัตกรรมต้นแบบ นวัตกรรมต้นแบบที่ผลิตขึ้นแสดงเนื้อหาวิถีชีวิตประจำวันของหญิงสาวชาวเพื่่อรานากัน 4 ช่วง วิถีชีวิตยามเช้า จิบน้ำชายามบ่าย การเตรียมอาหารสำหรับมื้อเย็น ชุดการรับประทานอาหาร ใช้นำเสนอวัตถุทางวัฒนธรรมที่เก็บรวบรวมไว้ในบ้านชินประชา ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมในวัฒนธรรมเพื่อรานากันที่ได้รับการบำรุงรักษามาอย่างดีมาเป็นที่สถานที่ถ่ายทำด้วยเทคโนโลยี VDO 360 องศา ที่ผู้ชมสามารถเลือกมุมมองการชมภาพได้ตามต้องการแล้วจึงนำคลิปที่ผลิตสำเร็จมาบูรณาการบนแพลตฟอร์มเมทาเวิร์ส มีความยาวรวม 6.25 นาที 2.2 ผลการอภิปรายกลุ่มเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อการทดสอบนวัตกรรม พบว่า ผู้ที่ได้รับชม VDO 360 องศา เกิดความเข้าใจเรื่องราวที่เกี่ยวข้องหรือการเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมเพื่อรานากันได้ทันที การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเผยแพร่วัฒนธรรม มีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้นักท่องเที่ยว หรือผู้ที่สนใจได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีโลกเสมือนจริง ผ่าน VR และ Metaverse สามารถเปิดโลกวัฒนธรรมได้ ส่งเสริมการท่องเที่ยว การศึกษา และการสืบทอดวัฒนธรรมได้ หากได้รับการพัฒนาให้เต็มรูปแบบต่อไป
      1495  473
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การพัฒนารูปแบบการสื่อสารเพื่อสร้างคุณค่าตราองค์กรของสถาบันอุดมศึกษาตามแนวคิดพันธกิจสัมพันธ์
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2020)
    ธิติพัทธ์ ลิ้มสัมฤทธิ์นิภา
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาการดำเนินงานภารกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษาตามแนวคิดพันธกิจสัมพันธ์ (2) เพื่อศึกษาการสื่อสารการดำเนินงานภารกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษาตามแนวคิดพันธกิจสัมพันธ์ และ (3) เพื่อพัฒนารูปแบบการสื่อสารเพื่อสร้างคุณค่าตราองค์กรของสถาบันอุดมศึกษาตามแนวคิดพันธกิจสัมพันธ์ โดยมีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 68 คน ได้แก่ ผู้บริหารสถาบัน อาจารย์บุคลากร นิสิตนักศึกษา และกลุ่มผู้นำชุมชนและองค์กรภาคี ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์กลุ่ม การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม และการอภิปรายกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินงานของสถาบันอุดมศึกษาตามแนวคิดพันธกิจสัมพันธ์เพื่อสร้างคุณค่าตราองค์กรของสถาบันอุดมศึกษา คือ (1) การกำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กรที่สอดคล้องกับปรัชญาของสถาบันและแนวคิดพันธกิจสัมพันธ์จนนำไปสู่การปฏิบัติ (2) การดำเนินงานของสถาบันอุดมศึกษาตามแนวคิดพันธกิจสัมพันธ์ คือการบูรณาการภารกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมเป็นหลักด้วยความร่วมมือของทุกฝ่ายเพื่อหวังให้เกิดผลกระทบที่ดีต่อสังคม การสื่อสารการดำเนินงานของสถาบันอุดมศึกษาตามแนวคิดพันธกิจสัมพันธ์เพื่อสร้างคุณค่าตราองค์กรของสถาบันอุดมศึกษาด้วยมุมมองของผู้ส่งสาร (Sender’s Aspect) คือ สถาบันอุดมศึกษามุ่งสื่อสารให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกิดความรู้เกี่ยวกับตราองค์กรด้วยกลยุทธ์การสื่อสารการตลาด รูปแบบการสื่อสารเพื่อสร้างคุณค่าตราองค์กรของสถาบันอุดมศึกษาตามแนวคิดพันธกิจสัมพันธ์ คือ การสื่อสารชุดความหมาย (Set of Meaning) ของการดำเนินงานภารกิจหลักของสถาบันอุดมศึกษาตามแนวคิดพันธกิจสัมพันธ์ด้วยกลยุทธ์การสื่อสารการตลาด อันได้แก่ การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การใช้พนักงานขาย การส่งเสริมการขาย และการตลาดทางตรง และกลยุทธ์การสร้างสรรค์สารตามวัตถุประสงค์ 3 ประการดังนี้ คือ 1) การรับรู้ 2) การโน้มน้าว และ 3) การตระหนักรู้ รวมถึงการใช้กลยุทธ์สื่อออนไลน์และออฟไลน์ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของสถาบันอุดมศึกษา
      148  1110
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การพัฒนาโมเดลนวัตกรรมการสื่อสารการตลาดเพื่อความแข็งแกร่งของแบรนด์ สินค้าผัก ผลไม้กระป๋องและแปรรูปของไทยบนเวทีการค้าระหว่างประเทศ
    (University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2022)
    ณัฐพล จิตประไพ
    ;
    จันทิมา เขียวแก้ว
    ;
    คณะนิเทศศาสตร์
    ;
    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. คณะนิเทศศาสตร์
    ;
    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาด
    การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาโมเดลนวัตกรรมการสื่อสารการตลาดเพื่อความแข็งแกร่งของแบรนด์สินค้าผัก ผลไม้กระป๋องและแปรรูปของไทยบนเวทีการค้าระหว่างประเทศ” ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมวิธี ด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1. เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมธุรกิจและสภาพการสื่อสารการตลาดแบรนด์ผัก ผลไม้กระป๋องและแปรรูปของไทย 2. เพื่อศึกษาความแข็งแกร่งของแบรนด์ผัก ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และ 3. เพื่อพัฒนาโมเดลนวัตกรรมการสื่อสารการตลาดเพื่อความแข็งแกร่งของแบรนด์สินค้าผัก ผลไม้กระป๋องและแปรรูปของไทยบนเวทีการค้าระหว่างประเทศ กลุ่มที่ศึกษา คือ แบรนด์สินค้าผัก ผลไม้กระป๋องของไทยที่ส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ 1) ผู้ส่งออกที่ได้รับรางวัลผู้ส่งออกและผู้เชี่ยวชาญธุรกิจส่งออก จำนวน 7 คน ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างในการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่ม 2) ผู้บริโภคในประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น จำนวน 632 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม และ 3) นักวิชาการด้านการสื่อสารการตลาดและนักวิชาชีพด้านการสื่อสารการตลาด จำนวน 9 คน เพื่อให้ข้อคิดเห็นในการพัฒนาโมเดลการสื่อสารการตลาดเพื่อความแข็งแกร่งของแบรนด์สินค้าผัก ผลไม้กระป๋องและแปรรูปของไทยผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้ส่งออกไทยมีพันธิมิตรที่ดีกับผู้จำหน่ายในต่างประเทศและช่วยสื่อสารแบรนด์ ผู้บริโภคมั่นใจต่อแบรนด์จากสัญลักษณ์มาตรฐานการผลิตและข้อความ Made in Thailand ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้การสื่อสารแบรนด์ได้หลายช่องทางและเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น 2) โดยภาพรวมและทั้ง 4 องค์ประกอบ คือ ความภักดี การตระหนักรู้ การรับรู้คุณภาพ และสิ่งเชื่อมโยงกับแบรนด์สินค้าผัก ผลไม้กระป๋องและแปรรูปของประเทศไทยมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับมาก ซึ่งสูงกว่าแบรนด์สินค้าจากประเทศฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย 3) นวัตกรรมการสื่อสารการตลาดเพื่อความแข็งแกร่งของแบรนด์สินค้าผัก ผลไม้กระป๋องของไทย ประกอบด้วย การวิเคราะห์บริบทตลาดต่างประเทศ กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ และเส้นทางการสื่อสารการตลาดมุ่งสู่ความภักดีต่อแบรนด์จากอิทธิพลร่วมกันระหว่างการตระหนักรู้ ความภักดี และสิ่งเชื่อมโยงกับแบรนด์ภายใต้การสร้างประสบการณ์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้บริโภค
      290  1756
  • «
  • 1 (current)
  • 2
  • 3
  • 4
  • »
  • Cookie settings
  • Privacy policy
  • Send Feedback
Central Library, University of the Thai Chamber of Commerce © 2012
Powered by DSpace-CRIS