GS: Dissertations
Permanent URI for this collection
Browse
Recent Submissions
- Publicationรูปแบบการสื่อสารการตลาดเพื่อส่งเสริมการจัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคล เพื่อรองรับการเกษียณของประชากรไทยช่วงวัยแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล = Marketing communication model to promote personal wealth management to support retirement of Thai working-age population in the digital economy era /(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2025)
;สิรินทรา สายพวรรณ์, 2522- ;โสภาค พาณิชพาพิบูล ;คณะนิเทศศาสตร์ ;มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. คณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาดการวิจัยเรื่อง “รูปแบบการสื่อสารการตลาดเพื่อส่งเสริมการจัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคล เพื่อรองรับการเกษียณของประชากรไทยช่วงวัยแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล” มุ่งศึกษา 1) สภาพการณ์การสื่อสารการตลาดเพื่อส่งเสริมการจัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2) ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคลเพื่อรองรับการเกษียณของประชากรวัยแรงงานและ 3) นำเสนอรูปแบบการสื่อสารการตลาดเพื่อส่งเสริมความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคลเพื่อรองรับการเกษียณของประชากรไทยช่วงวัยแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารหน่วยงานด้านการเงิน และประชากรวัยแรงงาน รวม 17 คน และการวิจัยเชิงปริมาณ ผ่านการสำรวจกลุ่มตัวอย่างประชากรวัยแรงงานจำนวน 600 คน ทั่วประเทศ ผลการศึกษา พบว่า การสื่อสารการตลาดเพื่อส่งเสริมการจัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคลเพื่อวัยเกษียณยังคงเผชิญอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ระดับหนี้ครัวเรือนสูง อัตราการออมต่ำ และข้อจำกัดในการสื่อสารเข้าถึงกลุ่มรายได้น้อย ทั้งนี้ กลุ่มประชากรวัยแรงงานสามารถจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มหลักได้แก่ 1) กลุ่มที่มีปัญหาหนี้สิน และต้องการความช่วยเหลือ 2) กลุ่มที่ต้องการวางแผนทางการเงินเพื่ออนาคต และสนใจการลงทุนเพื่อการบริหารความมั่งคั่ง และ 3) กลุ่มผู้ตระหนักรู้ และวางแผนล่วงหน้าทางการเงิน ทั้งนี้ ช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ สื่อดิจิทัล โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อวิดีโอ ซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และกระตุ้นการรับรู้ได้อย่างมีประสิทธิผลในด้านความรู้ทางการเงิน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพื้นฐานความเข้าใจด้านการเงินทั่วไป แต่ยังขาดความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการลงทุน และการบริหารความเสี่ยง ขณะที่ทัศนคติด้านการเงินแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ โดยกลุ่มอายุน้อยให้ความสำคัญกับเป้าหมายระยะสั้น ส่วนกลุ่มอายุมากเผชิญข้อจำกัดด้านภาระค่าใช้จ่าย ส่วนพฤติกรรมการออม และการลงทุน ยังคงพึ่งพาบัญชีออมทรัพย์เป็นหลัก นอกจากนี้ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ชี้ให้เห็นว่า การเปิดรับการสื่อสารการตลาดด้านการจัดการความมั่งคั่งมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำถึงปานกลางกับระดับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการความมั่งคั่งเพื่อวัยเกษียณ อีกทั้งการรับรู้คุณค่าตราสินค้าของหน่วยงานผู้ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อรองรับการเกษียณภาคสมัครใจ ยังมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริหารความมั่งคั่งในทุกมิติ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาแนวทางการสื่อสาร ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มประชากรวัยแรงงานไทยวัยแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่การสร้างรูปแบบการสื่อสารการตลาดที่ส่งเสริมพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินอย่างมั่นคง และเตรียมความพร้อมสู่การเกษียณอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “WEALTHY SPIRIT” ซึ่งออกแบบกลยุทธ์การสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย มุ่งเน้นการให้ข้อมูล ความรู้ และสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดการผลักดันการวางแผนการเงินเพื่ออนาคตอย่างเหมาะสมในบริบทเศรษฐกิจยุคดิจิทัล178 2470 - Publicationการเล่าเรื่องเพื่อการสื่อสารการตลาดธุรกิจเพื่อสังคมสู่ความยั่งยืน = Storytelling for marketing communication of social enterprise toward sustainability /(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2024)
;บุญญิสา แก้วประภาค ;อัญชลี พิเชษฐพันธ์ ;คณะนิเทศศาสตร์ ;มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. คณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาดการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเล่าเรื่องเพื่อการสื่อสารการตลาดธุรกิจเพื่อสังคม 2) ศึกษาการสื่อสารการตลาดแบบเล่าเรื่องที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทย และ 3) สร้างและประเมินการเล่าเรื่องเพื่อการสื่อสารการตลาดธุรกิจเพื่อสังคมสู่ความยั่งยืน เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้บริโภค จำนวน 400 คน ใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน จาก 12 บริษัทที่เป็นธุรกิจเพื่อสังคม และการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) การเล่าเรื่องเพื่อการสื่อสารการตลาดธุรกิจเพื่อสังคม ทั้งโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การเล่าเรื่องผ่านคุณประโยชน์ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ การเล่าเรื่องผ่านคุณสมบัติ และการเล่าเรื่องผ่านจุดเด่น ตามลำดับ 2) การสื่อสารการตลาดการเล่าเรื่องผ่านคุณสมบัติ การเล่าเรื่องผ่านบริบทของตราสินค้า และการเล่าเรื่องผ่านความหมายเชิงสัญลักษณ์ ส่งผลต่อความยั่งยืนของธุรกิจเพื่อสังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3) การเล่าเรื่องเพื่อการสื่อสารการตลาดธุรกิจเพื่อสังคมสู่ความยั่งยืน คือ “T I –COMS ” ซึ่งมีรายละเอียดองค์ประกอบได้แก่ T-Truth คือ เล่าความจริง, I- Image คือ เล่ายกระดับภาพลักษณ์, I-Insight คือ ศึกษาข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า, I-Impact คือเล่าถึงผลกระทบของสังคม, C- Continuously คือ ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องโดยใช้รูปแบบการเล่าเรื่อง 12 ด้าน , C- Channels คือ หลากหลายช่องทาง, O-Objective คือ ชัดเจนในวัตถุประสงค์, M-Mascot คือ สัญลักษณ์นำโชค, S- Sincere คือ สร้างบรรยากาศจริงใจและอบอุ่น77 2353 - Publicationการออกแบบการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนตามความคาดหวังของผู้บริโภค เพื่อสร้างการสนับสนุนตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทย = Designing sustainability communication based on consumer expectations to build brand advocacy for Thailand's top corporate brands /(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2025)
;ธัญญา เทอเนอร์ ;สุทธนิภา ศรีไสย์ ;คณะนิเทศศาสตร์ ;มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. คณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาดการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความคาดหวังของผู้บริโภคต่อการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนเพื่อสร้างการสนับสนุนตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทย (2) เพื่อเปรียบเทียบความคาดหวังต่อการสื่อสารความยั่งยืนของตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทยของผู้บริโภคจำแนกตามเจเนอเรชัน และ (3) ออกแบบการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนเพื่อสร้างการสนับสนุนตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทยตามความคาดหวังของผู้บริโภค ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Methods Research) โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้บริโภค จำนวน 16 คน การวิจัยเชิงปริมาณด้วยการสำรวจ (Survey Research) จากแบบสอบถามออนไลน์กับผู้บริโภคอายุ 18-70 ปี จำนวน 702 คน จากนั้นจึงใช้การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 คน ประกอบ ด้วยนักวิชาการ นักวิชาชีพสื่อสารองค์กรหรือนักสื่อสารตราสินค้า และสื่อมวลชน ผลการวิจัยพบว่า (1) ความคาดหวังของผู้บริโภคต่อการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึก ความเรียบง่าย ความใกล้ชิด ความจริงใจที่เชื่อมโยงกับคุณค่าทางวัฒนธรรมจิตสำนึกต่อสังคมมากกว่าภาพลักษณ์ที่นำไปสู่การสนับสนุนตราสินค้าฯ (2) ผู้บริโภคที่มีเจเนอเรชันต่างกัน มีความคาดหวังต่อการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนด้านผู้ส่งสาร ด้านสาร ด้านช่องทาง และด้านการสนับสนุนแตกต่างกัน ยกเว้น เจเนอเรชัน Z และ Y มีความคาดหวังทุกด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (3) รูปแบบการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนตามความคาดหวังของผู้บริโภคเพื่อสร้างการสนับสนุนตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประ เทศไทย พบว่ามีองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้านประกอบด้วย 1)ด้านผู้ส่งสาร ที่จริงใจ มีจุดยืนด้านความยั่งยืนที่มาจากตัวตนของตราสินค้า (Brand DNA) 2) ด้านสาร หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิคที่เข้าใจยาก ย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายจับต้องได้ เชื่อมโยงประเด็นกับชีวิตจริงและประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับ 3) ด้านช่องทางการสื่อสาร ใช้สื่อและเลือกผู้นำทางความคิดที่แต่ละเจเนอเรชันสนใจ หลีกเลี่ยงการสื่อสารแบบทางเดียว 4) ด้านผู้รับสาร ผู้บริโภคต้องการเป็นผู้มีส่วนร่วมไม่ใช่แค่ผู้รับสาร ต้องให้คุณค่าและบทบาทในการสร้างความยั่งยืน และ 5) ด้านการสนับสนุนตราสินค้าผ่าน 2 มิติหลักคือ ด้านการสนับสนุนทางความรู้สึก และการสนับสนุนทางพฤติกรรม66 2346 - Publicationกลยุทธ์การจัดการการสื่อสารด้านผู้ประกอบการภายใน เพื่อสร้างความผูกพันมั่นคงต่อองค์กร = Communication management strategies in intrapreneurship for enhancing organizational loyalty /งานวิจัยเรื่องกลยุทธ์การจัดการการสื่อสารด้านผู้ประกอบการภายใน (Intrapreneurship)เพื่อสร้างความผูกพันมั่นคงต่อองค์กร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการจัดการการสื่อสารด้านผู้ประกอบการภายใน เพื่อสร้างความความผูกพันมั่นคงต่อองค์กร เพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อการจัดการการสื่อสารด้านผู้ประกอบการภายใน และระดับความผูกพันมั่นคงต่อองค์กร และเพื่อพัฒนากลยุทธ์ การจัดการการสื่อสารด้านผู้ประกอบการภายใน เพื่อสร้างความผูกพันมั่นคงต่อองค์กร งานวิจัยนี้มุ่งศึกษากลยุทธ์การจัดการการสื่อสารด้านผู้ประกอบการภายในเพื่อสร้างความผูกพันมั่นคงต่อองค์กร ใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) โดยวิธีเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) แหล่งข้อมูลประกอบด้วย ข้อมลทุติยภูมิ (Secondary Source) จากเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มผู้ให้มูลหลักได้แก่ กลุ่มผู้บริหารระดับสูงขององค์กรธุรกิจที่มีพนักงานตำแหน่งวิศวกรซอฟต์แวร์ในองค์กร และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญได้แก่ ผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารการตลาดในโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 13 คน ใช้วิธีการวิจัยแบบ EDFR (Ethnographic Delphi Future) ส่วนวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดำรงตำแหน่งวิศวกรซอฟต์แวร์ในองค์กรธุรกิจไทยจํานวน 222 คน ใช้ค่าร้อยละ (Percentage) นำมาวิเคราะห์ ปัจจัยส่วนบุคคลค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: SD) และคาพิสัยควอไทล (Interquartile Range) รวมถึงการจัดประชุมวิพากษ์ผลการศึกษาจากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร จำนวน 20 คน เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์การจัดการการสื่อสารให้เหมาะสม และให้เกิดข้อเสนอแนะทางวิชาการในอนาคต ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารระดับสูง และผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญกับการหาแนวทางการสื่อสารด้านผู้ประกอบการภายในเพื่อสร้างความผูกพันมั่นคงต่อองค์กรประกอบไปด้วยการจัดการการสื่อสารทั้ง 8 ด้าน ได้แก่ ด้านนโยบายการสื่อสาร ด้านรูปแบบการสื่อสาร ด้านกระบวนการสื่อสารด้านการสื่อสาร ด้านบรรยากาศการสื่อสารด้านเครือข่ายการสื่อสารด้านการแสวงหา และการจัดการ ข้อมูลข่าวสารของผู้บริหารและด้านทักษะการสื่อสาร โดยระดับการสื่อสารด้านผู้ประกอบการภายใน และระดับความผูกพันมั่นคงต่อองค์กร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านทักษะการสื่อสารของผู้บริหาร และการแสวงหาและการจัดการข้อมูลข่าวสารของผู้บริหาร และระดับความผูกพันมั่นต่อองค์กรด้านพฤติกรรมแสดงออก มีระดับมากที่สุด ส่วนการจัดการกลยุทธ์การสื่อสารนั้นให้ความสำคัญกับ การจัดการกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creativity) แนวทางใหม่ๆในการทำงาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบัลดาลใจ (Growth Mindset) ด้านปณิธานและความมุ่งมั่น (Commitment) รูปแบบการทำงานเร็วเปลี่ยนแปลงเร็ว (Agile) เน้นปรับเปลี่ยนเร็ว และด้านอาชีพที่เรารัก (Calling) การรักในงานที่ทำอยู่จากภายในจิตใจ และกลยุทธ์การจัดการตามการะบวนสื่อสารตั้งแต่กลยุทธ์การพัฒนาความรู้ของผู้ส่งสาร ความชัดเจนของข้อมูลที่ใช้ ช่องทางที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และการใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครือข่ายภายนอก.
151 2340 - Publicationกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดวัฒนธรรมพื้นบ้านด้วยการเล่าเรื่อง : กรณีศึกษา วัฒนธรรมหมอธรรมภาคอีสาน = Marketing communication storytelling strategy of folk culture : a study of Modhum Isan culture(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2024)
;ธน ภรมษา; ;คณะนิเทศศาสตร์ ;มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. คณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาดการวิจัยเรื่อง กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดวัฒนธรรมพื้นบ้านด้วยการเล่าเรื่อง กรณีศึกษาวัฒนธรรมหมอธรรมภาคอีสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาเรื่องเล่าของวัฒนธรรมหมอธรรมในภาคอีสาน (2) เพื่อศึกษาบทบาทของหมอธรรมในฐานะอัตลักษณ์ของชุมชนภาคอีสาน (3) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดวัฒนธรรมพื้นบ้าน ด้วยการเล่าเรื่อง กรณีศึกษาวัฒนธรรมหมอธรรมภาคอีสาน และ (4) เพื่อสร้างสื่อวีดิทัศน์การสื่อสารการตลาดวัฒนธรรมพื้นบ้าน ด้วยการเล่าเรื่อง กรณีศึกษาวัฒนธรรมหมอธรรมภาคอีสาน โดยใช้วิธีการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลจำนวน 70 คน พื้นที่การศึกษาใน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร และจังหวัดขอนแก่น เลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจงและแบบบอลล์หิมะ ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเชิงลึก ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา และตรวจสอบข้อมูลที่ได้ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า นำผลข้อมูลสู่การวิเคราะห์สภาพการณ์ (SWOT Analysis) แล้วมากำหนดกลยุทธ์การสื่อสารฯ ด้วย TOWS MATRRIX Analysis โดยระดมความคิดผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 ท่าน ในการสนทนากลุ่ม เพื่อ (ร่าง) กลยุทธ์การสื่อสารฯ และนำข้อมูล (ร่าง) กลยุทธ์ที่ได้มาประกอบการดำเนินการสนทนากลุ่ม (วิพากษ์) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 ท่าน เพื่อตรวจสอบและกำหนดแผนกลยุทธ์การสื่อสารฯ ให้มีความสมบูรณ์ และนำเสนอเนื้อหาการเล่าเรื่องวัฒนธรรมหมอธรรมผ่านสื่อวีดิทัศน์ โดยการตรวจสอบและประเมินคุณภาพสื่อวีดิทัศน์จากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน ผลการวิจัยพบว่า (1) เรื่องเล่าของวัฒนธรรมหมอธรรมใน 4 จังหวัดได้แก่ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร และจังหวัดขอนแก่น มีประเด็นในเรื่องเล่า 3 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรก ด้านความเป็นมาของวัฒนธรรมหมอธรรม กล่าวคือ เรื่องเล่าที่เล่าถึงประวัติความเป็นมาและบุคคลที่ทำหน้าที่ของวัฒนธรรมหมอธรรม รวมถึงวิถีชีวิตที่สอดคล้องในวัฒนธรรมหมอธรรม ประเด็นที่สอง ด้านพิธีกรรมของวัฒนธรรมหมอธรรม กล่าวคือ เรื่องเล่าที่เล่าถึงพิธีกรรมที่คงอยู่และพิธีกรรมที่สูญสลายในวัฒนธรรมหมอธรรมชุมชนชาวอีสาน และประเด็นที่สาม ด้านสภาวะปัจจุบันของวัฒนธรรมหมอธรรม กล่าวคือ เรื่องเล่าที่เล่าถึงการดำรงอยู่ในชุมชนในปัจจุบัน รวมถึงการสืบทอดในวัฒนธรรมหมอธรรม (2) อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน บ้านดงแดง ตำบลดงแดง อำเภอจตุรพักตรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด การเกิดวัฒนธรรมของชุมชนได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมหมอธรรม ด้วยการดำเนินวิถีชีวิตชุมชนที่ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันวัฒนธรรม หมอธรรมเป็นตัวกลางในการธำรงอยู่และสืบทอดวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชุมชน วัฒนธรรมหมอธรรมผสมผสานร่วมกันกับพระพุทธศาสนา ก่อเกิดความเชื่อ และความศรัทธาของคนในชุมชน ผ่านผู้ประกอบพิธีกรรมอย่างหมอธรรม วัฒนธรรมหมอธรรมเป็นศูนย์กลางทางด้านจิตใจ เป็นที่ยึดเหนี่ยวของผู้มีความทุกข์ทางกายและทางใจ เป็นวัฒนธรรมของการประกอบพิธีกรรม จากการศึกษาอัตลักษณ์ทั้งทางด้านวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของวัฒนธรรม หมอธรรม ทำให้สามารถวิเคราะห์ บทบาทของวัฒนธรรมหมอธรรมในปัจจุบันได้ทั้งหมด 10 บทบาท (3) กำหนดกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดวัฒนธรรมพื้นบ้านด้วยการเล่าเรื่องด้วยโมเดล “M O D H U M strategies” ซึ่งมีรายละเอียดองค์ประกอบ ได้แก่ M – Message คือ สารและเรื่องราว โดยการส่งเสริมการรวบรวมข้อมูลและการสร้างเครือข่ายเพื่อเป็นการส่งเสริมการรวบรวมข้อมูล, O – Orientation คือ การปรับตัวและกำหนดทิศทางทางการสื่อสาร โดยการขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมพื้นบ้าน ให้สอดคล้อง กับวิถีชีวิตของคนในชุมชน , D- Demonstrate คือ การสาธิตหรือนำเสนอ โดยพัฒนาการเล่าเรื่องในการสาธิตและนำเสนอด้านประเพณี พิธีกรรม วิถีชีวิต, H- Heritages คือ มรดกวัฒนธรรมการ โดยพัฒนาการเล่าเรื่องโดยใช้ข้อมูลมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญของชุมชน , U- User คือ ผู้ร่วมพิธีกรรม โดยปรับเปลี่ยนกิจกรรมทางความเชื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย และ M- Maintain คือ การรักษาและสืบทอด โดยพัฒนาการเล่าเรื่องเพื่อบันทึกข้อมูลและเผยแพร่ เพื่อสร้างความสนใจและการตระหนักรู้ถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมพื้นบ้านหมอธรรม (4) การผลิตสื่อวีดิทัศน์เรื่อง “การเล่าเรื่องวัฒนธรรมหมอธรรม” คุณภาพการประเมินอยู่ในระดับดีมาก ที่ค่าเฉลี่ย (X) = 4.66 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. = 0.298119 1099