Browsing by Subject "การสื่อสาร"
Now showing 1 - 11 of 11
Results Per Page
Sort Options
- Publicationกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากผลกระทบวิกฤต COVID-19 ผ่านมุมมองผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่(University of the Thai Chamber of Commerce, 2022)
; ;มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. คณะนิเทศศาสตร์. สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาดดิจิทัล.การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากผลกระทบวิกฤต COVID-19 ผ่านมุมมองผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) เป็นแนวทางในการศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (in-depth interview) และการค้นคว้าหลักฐานจากเอกสารต่าง ๆ (documentary research) สำหรับการนำเสนอผลวิจัยจะเรียงลำดับตามกลยุทธ์การสื่อสารการตลาด ทั้ง 5ขั้นตอน ประกอบด้วย การทบทวนแผนการตลาด การกำหนดวัตถุประสงค์การสื่อสารการตลาด การกำหนดเครื่องมือสื่อสารการตลาด การกำหนดงบประมาณและระยะเวลา และการประเมินผล ผลวิจัย พบว่า ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่มีการทบทวนแผนการตลาด (review of the marketing plan) ด้วยมุมมองที่ต่างไปจากเดิมเพื่อให้สอดรับกับวิกฤติ COVID-19 ที่อยู่บนความไม่แน่นอน ยากต่อการคาดเดา และไม่รู้จุดสิ้นสุดของปัญหา เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์ (situation analysis) โดยใช้ “SWOT Analysis” พบว่า จุดแข็งหรือความได้เปรียบ (strengths) ของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ประกอบด้วย 1) วิสัยทัศน์และความสามารถของผู้นำที่กล้าปรับตัวอย่างรวดเร็ว 2) การมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และฐานข้อมูลลูกค้าเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ 3) จำนวนสาขาที่ครอบคลุมและความแข็งแกร่งของสาขา 4) การพัฒนาช่องทางเชื่อมต่อโลกออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันในรูปแบบ Omni-Channel 5) ความเชี่ยวชาญและความสามารถของบุคลากร สำหรับจุดอ่อน (weaknesses) ประกอบด้วย 1) สาขาจำนวนมากกลายเป็นภาระของธุรกิจ 2) ทักษะของพนักงานไม่เอื้อต่อการปรับตัวอย่างกะทันหัน 3) ระบบบริหารจัดการร้านค้าปลีกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ 4) ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่เกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ผ่านโอกาส (opportunities) ต่อไปนี้ 1) ประชาชนส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตและทำงานที่บ้านอย่างต่อเนื่อง 2) ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเร่งให้เกิดการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเอาชนะข้อจำกัด 3) กระแสสังคมสร้างความนิยมให้กับผลิตภัณฑ์ 4) การจับมือเป็นพันธมิตรและการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น ส่วนอุปสรรค (threats) ต่อการดำเนินงาน ประกอบด้วย 1) ความไม่แน่นอน คาดการณ์ไม่ได้ เกิดขึ้นแบบฉับพลันของสถานการณ์ COVID-19 2) ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและกำลังซื้อลดลง 3) คู่แข่งเพิ่มสูงขึ้น 4) มาตรการกระตุ้นและพื้นฟูเศรษฐกิจของภาครัฐ 5) การบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ทั้งนี้การทบทวนแผนการตลาดยังครอบคลุมถึงการกำหนดวัตถุประสงค์การตลาดที่ชัดเจน (specific marketing objectives) โดยพบว่าวิกฤต COVID-19 ทำให้ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่กำหนดวัตถุประสงค์การตลาดมุ่งเน้นเรื่องยอดขาย (sales) และกำไร (profit) เป็นหลัก ส่วนการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (target market) หรือ “ลูกค้าที่ใช่” (core customer) จะวิเคราะห์ผ่าน “STP Process” ครอบคลุมถึงการกำหนดกลยุทธ์การตลาด marketing strategy) ที่พยายามใช้ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาด เพี่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ขั้นตอนที่สอง การกำหนดวัตถุประสงค์การสื่อสารการตลาด (determining objective) พบว่า มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การตลาดที่มุ่งเรื่องยอดขายและกำไรเป็นสำคัญ เริ่มต้นจากเพื่อสร้างการรับรู้(awareness) และสิ้นสุดตรงเพื่อทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อ (action) ส่วนการกำหนดเครื่องมือสื่อสารการตลาด (marketing communication tools) ในขั้นตอนที่สามนั้น ทำให้ทราบว่าแผนสื่อสารการตลาดที่เคยวางไว้ล่วงหน้าถูกรื้อใหม่ทั้งหมด โดยมีการปรับแผนให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เรียกสั้น ๆ ว่า “Covid Plan” และธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ ( IMC) ที่ผสมผสานเครื่องมือแต่ละประเภทเข้าด้วยกัน ในขั้นตอนถัดมา การกำหนดงบประมาณและระยะเวลา (determining budgets and timing) พบว่า ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่กำหนดงบประมาณด้านการสื่อสารการตลาดไว้ 2 รูปแบบ คือ งบประมาณจากบนลงล่าง (top-down approach) และงบประมาณจากล่างสู่บน (bottom-up approach) ขึ้นอยู่กับโครงสร้าง นโยบาย และวัฒนธรรมการทำงานของแต่ละองค์กร ตลอดจน ปรับระยะเวลาการดำเนินงานของทุกแผนให้สั้นลงเพื่อให้ง่ายต่อการติดตามและประเมินผล สำหรับการประเมินผล (evaluation) ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย พบว่า ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่จะประเมินความสำเร็จของแผนสื่อสารการตลาดในภาพรวม (overall evaluation) โดยพิจารณาจากยอดขายและกำไรเป็นหลัก ส่วนการประเมินผลแต่ละเครื่องมือสื่อสารการตลาด (task evaluation) พบว่า เครื่องมือแต่ละประเภทมีเกณฑ์ในการประเมินผลแตกต่างกัน ส่วนใหญ่จะครอบคลุม 3 เรื่อง คือ การรับรู้(awareness) ความผูกผัน (engagement) และยอดขาย (sales) สำหรับปัจจัยแห่งความสำเร็จที่ซ่อนอยู่ภายใต้กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากผลกระทบวิกฤต COVID-19 ประกอบด้วย 1. วิสัยทัศน์ของผู้นำ 2. ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่มีความพร้อมด้านเงินทุน เทคโนโลยี นวัตกรรม บุคลากร และฐานข้อมูลลูกค้า 3. การดำเนินกลยุทธ์การตลาดที่ยึดหลักแนวคิด “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” (customer centric) 4. การนำข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า (customer insight) มาใช้ประโยชน์ในการบริหารความสัมพันธ์ เพื่อมอบประสบการณ์เชิงบวกแบบไร้รอยต่อ (seamless experience) 5. การใช้เครื่องมือการประชาสัมพันธ์ผ่านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) หรือการสร้างสรรค์คุณค่าร่วม (CSV) ควบคู่กับเครื่องมือการส่งเสริมการขาย 6. การสร้างสรรค์เนื้อหาสารหรือคอนเทนต์ที่เล่นกับอารมณ์และความรู้สึกของลูกค้า (emotional marketing) จากวิกฤต COVID-19 7. กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดที่กระชับ สามารถปรับตามสถานการณ์หรือพฤติกรรมผู้บริโภคในขณะนั้นได้ทันที275 1738 - Publicationการจัดการเชิงกลยุทธ์ และกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดบูรณาการในองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร กรณีศึกษาบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เรสคิว คอมมิตตี โอเวอร์ซีสโปรเซสซิ่ง เอ็นทิที่(University of the Thai Chamber of Commerce, 2010)
; University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate Schoolการวิจัยเรื่องการจัดการเชิงกลยุทธ์ และกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดบูรณาการในองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรกรณีศึกษาบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เรสคิว คอมมิตตี โอเวอร์ซีสโปรเซสซิ่ง เอ็นทิที่โดยมีวัตถุประสงค์1.เพื่อกำหนดกลยุทธ์ส่วนผสมทางการตลาดของธุรกิจบริการเพื่อการสื่อสารภายในที่มีประสิทธิภาพ และกระตุ้นความสนใจจากพนักงาน2.เพื่อกำหนดกลยุทธ์การจัดการตลาดแบบองค์รวม เพื่อกระบวนการภายใกระบวนการคัดเลือกผู้อพยพให้มีประสิทธิภาพ3.เพื่อกำหนดกลยุทธ์สื่อสารตลาดบูรณาการ ในการประชาสัมพันธ์ภายในและภายนอกองค์กร35 307 - Publicationการประเมินคุณภาพโครงข่าย Wi-Fi มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย(University of the Thai Chamber of Commerce, 2008)
; University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate Schoolในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology : ICT) การนำเทคโนโลยี Wireless LAN มาใช้ในสถาบันการศึกษา วัตถุประสงค์เพื่อต้องการสร้างช่องทางในการเชื่อมต่อกับระบบสารสนเทศให้กับนักศึกษาไม่ว่าจะเป็นระบบเป็น Intranet ซึ่งได้แก่ระบบ E-Learning, ระบบ Hybrid รวมทั้งระบบที่เป็น Internet ให้กับนักศึกษาเพื่อเป็นประโยชน์ในการค้นคว้าหรือการทำวิจัย ดังนั้นงานวิจัยชิ้นนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การประเมินคุณภาพในการให้บริการผู้ใช้งานระบบกับในส่วนของการประเมินเรื่องของเทคโนโลยีสารสนเทศว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอในการให้บริการกับผู้ใช้งานหรือไม่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นตัวระบุว่าระบบ Wireless LAN มีประสิทธิภาพในการให้บริการเพียงพอ เพื่อที่จะทำให้เกิดประสิทธิผลกับความต้องการของผู้ใช้งานระบบ Wireless LAN ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้งานโดยทั่วไปมีความพึงพอใจในการใช้งานระบบ Wireless LAN และทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในการค้นคว้าและงานวิจัยด้านข้อมูลโครงการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเล่มนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อการเตรียมความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของมหาวิทยาลัยในการก้าวเข้าสู่สถาบันที่มีความพร้อมในการให้บริการระบบสารสนเทศผ่านทางเทคโลยีสารเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้นักศึกษาหรือผู้ใช้งานระบบสามารถค้นคว้าหรือทำการวิจัยข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้รวมทั้งสร้างชื่อเสียงให้กับทางมหาวิทยาลัยในการเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีในสถาบันการ ศึกษาด้วยผลการศึกษาพบว่า การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาใช้ในมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยนั้นการกระจายช่องทางในการเชื่อมต่อเข้ากับระบบ Wireless LANงนั้นทำได้ดีอยู่แล้วโดยสามารถติดตั้งอุปกรณ์ Access Point ในการแพร่กระจายสัญญาณเพื่อให้บริการได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในมหาวิทยาลัย จากผลลัพธ์นี้ทำให้ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจในการใช้บริการระบบ Wireless LAN แต่จากผลการศึกษาก็ยังพบปัญหาในบางส่วนซึ่งเกิดจากการ ติดตั้งอุปกรณ์ Access Point โดย ช่องทางในการให้บริการ (Channel) ของระบบความถี่ เกิดการซ้อนทับกันของสัญญาณทำให้ประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อลดลง เพื่อให้คุณภาพในการให้บริการระบบ Wireless LAN มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นผู้จัดทำได้เสนอแนวทางในการแก้ปัญหาและข้อแนะนำซึ่งอยู่ในโครงการศึกษาด้วยตนเองเล่มนี้ไว้ด้วย114 1469 - Publicationการประเมินคุณภาพโครงข่าย Wi-Fi มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย / บัญชา โพธิ์ทัย(University of the Thai Chamber of Commerce, 2008)
; University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics31 162 - Publicationการสื่อสารอัตลักษณ์จังหวัดด้วยมาสคอตเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย(University of the Thai Chamber of Commerce, 2020)สุชาดา วัฒนารักษ์การวิจัยเรื่อง “การสื่อสารอัตลักษณ์จังหวัดด้วยมาสคอตเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย” ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมวิธี ระหว่างวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ และด้านการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัย 3 ประการ คือ 1.เพื่อศึกษาสภาพการใช้มาสคอตในการสื่อสารอัตลักษณ์จังหวัดเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย 2.เพื่อศึกษาการรับรู้อัตลักษณ์จังหวัดผ่านมาสคอตจากประชาชนไทย 3.เพื่อจัดทำกลยุทธ์การสื่อสารอัตลักษณ์จังหวัดด้วยมาสคอตเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย กลุ่มที่ทำการศึกษาคือ มาสคอตเพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดต่างๆในประเทศไทย จำนวน 23 ตัว โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลักคือ 1) ผู้กำหนดนโยบายการใช้งานมาสคอตและผู้ออกแบบมาสคอต จำนวน 9 คน ด้วยวิธีการสัมภาษณ์ 2) ประชาชนทั่วไป จำนวน 539 คน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามและการสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้คือ แบบบันทึกข้อมูล การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และแบบสอบถาม เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือน มกราคม - พฤษภาคม 2563 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณา ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพการสื่อสารอัตลักษณ์จังหวัดด้วยมาสคอตเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่มาสคอตถูกสร้างเป็นรูปสัตว์ เพศชาย มีบุคลิกร่าเริง สดใส และเป็นมิตร อัตลักษณ์จังหวัดที่พบจากมาสคอต มี 7 ด้าน (1) ประเพณีและความเชื่อของจังหวัด (2) โบราณสถานและโบราณวัตถุ (3) อาหารและสินค้าหัตถกรรมของจังหวัด (4) สถานที่ท่องเที่ยว (5) เครื่องแต่งกาย (6) ศิลปวัฒนธรรมทางทัศนศิลป์และการแสดง (7) สัญลักษณ์จังหวัด โดยอัตลักษณ์ที่มาสคอตส่วนใหญ่นำมาใช้เพื่อการสื่อสารอัตลักษณ์จังหวัดคือ อัตลักษณ์ด้านสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัด ลักษณะการแสดงออกเชิงสัญวิทยาส่วนใหญ่ถูกสร้างความหมายอยู่ในระดับรูปเหมือนที่มีความคล้ายคลึงกับวัตถุจริงในลักษณะตัวการ์ตูน เพื่อให้เข้าถึงและสร้างความดึงดูดให้กับ ผู้พบเห็นได้ง่าย ด้านการวางแผนการใช้สื่อ พบว่ามีการผสมผสานสื่อที่หลากหลายในการเผยแพร่ทั้งสื่อออนไลน์ทางเฟซบุ๊กมากที่สุด และสื่อออฟไลน์ทางกิจกรรมพิเศษมากที่สุด ลักษณะการใช้สื่อเผยแพร่พบว่าเป็นแบบวงกว้างกระจัดกระจายและไม่ต่อเนื่อง 2) ประชาชนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นมาสคอตมาก่อน ทำให้การรับรู้อัตลักษณ์จังหวัดผ่านมาสคอตอยู่ในระดับต่ำ โดยมีการเปิดรับข้อมูลท่องเที่ยวจากสื่ออินเตอร์เน็ตทางเฟซบุ๊กเพราะเข้าถึงได้ง่ายที่สุด มาสคอตที่ส่วนใหญ่เคยเห็นมากที่สุด คือน้องชาม ของจังหวัดลำปาง และที่เห็นน้อยที่สุดคือ สีดา ของจังหวัสระแก้ว โดยปัญหาสำคัญของการสื่อสารอัตลักษณ์จังหวัดด้วยมาสคอตคือ การเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อเพื่อสร้างการรับรู้อยู่ในระดับต่ำ และขาดความร่วมมือของชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐบาลและเอกชน และสาเหตุสำคัญอีกประการคือ ข้อจำกัดในด้านการเชื่อมโยงความหมายระหว่างมาสคอตและอัตลักษณ์จังหวัด 3) กลยุทธ์การสื่อสารอัตลักษณ์จังหวัดด้วยมาสคอตเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นคือ “MASCOT Model” ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ที่ 1 MOS การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการเชิงนโยบายและการดำเนินงานอย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์ที่ 2 ACT การสร้างและยกระดับกลไกการออกแบบและเลือกใช้อัตลักษณ์จังหวัดบนมาสคอตให้เป็นรูปธรรมและสามารถเชื่อมโยงถึงจังหวัดได้ยุทธศาสตร์ที่ 3 COT การปรับปรุงกระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนเชื่อมโยงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ
1770 4074 - Publicationการสํารวจสภาพ ปัญหาและความต้องการทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการนําองค์กรเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ / สุวิกา ศิริกร(University of the Thai Chamber of Commerce, 2006)
; University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics33 78 - Publicationการออกแบบการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนตามความคาดหวังของผู้บริโภค เพื่อสร้างการสนับสนุนตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทย = Designing sustainability communication based on consumer expectations to build brand advocacy for Thailand's top corporate brands /(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2025)
;ธัญญา เทอเนอร์ ;สุทธนิภา ศรีไสย์ ;คณะนิเทศศาสตร์ ;มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. คณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาดการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความคาดหวังของผู้บริโภคต่อการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนเพื่อสร้างการสนับสนุนตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทย (2) เพื่อเปรียบเทียบความคาดหวังต่อการสื่อสารความยั่งยืนของตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทยของผู้บริโภคจำแนกตามเจเนอเรชัน และ (3) ออกแบบการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนเพื่อสร้างการสนับสนุนตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทยตามความคาดหวังของผู้บริโภค ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Methods Research) โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้บริโภค จำนวน 16 คน การวิจัยเชิงปริมาณด้วยการสำรวจ (Survey Research) จากแบบสอบถามออนไลน์กับผู้บริโภคอายุ 18-70 ปี จำนวน 702 คน จากนั้นจึงใช้การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 คน ประกอบ ด้วยนักวิชาการ นักวิชาชีพสื่อสารองค์กรหรือนักสื่อสารตราสินค้า และสื่อมวลชน ผลการวิจัยพบว่า (1) ความคาดหวังของผู้บริโภคต่อการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึก ความเรียบง่าย ความใกล้ชิด ความจริงใจที่เชื่อมโยงกับคุณค่าทางวัฒนธรรมจิตสำนึกต่อสังคมมากกว่าภาพลักษณ์ที่นำไปสู่การสนับสนุนตราสินค้าฯ (2) ผู้บริโภคที่มีเจเนอเรชันต่างกัน มีความคาดหวังต่อการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนด้านผู้ส่งสาร ด้านสาร ด้านช่องทาง และด้านการสนับสนุนแตกต่างกัน ยกเว้น เจเนอเรชัน Z และ Y มีความคาดหวังทุกด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (3) รูปแบบการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนตามความคาดหวังของผู้บริโภคเพื่อสร้างการสนับสนุนตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประ เทศไทย พบว่ามีองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้านประกอบด้วย 1)ด้านผู้ส่งสาร ที่จริงใจ มีจุดยืนด้านความยั่งยืนที่มาจากตัวตนของตราสินค้า (Brand DNA) 2) ด้านสาร หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิคที่เข้าใจยาก ย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายจับต้องได้ เชื่อมโยงประเด็นกับชีวิตจริงและประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับ 3) ด้านช่องทางการสื่อสาร ใช้สื่อและเลือกผู้นำทางความคิดที่แต่ละเจเนอเรชันสนใจ หลีกเลี่ยงการสื่อสารแบบทางเดียว 4) ด้านผู้รับสาร ผู้บริโภคต้องการเป็นผู้มีส่วนร่วมไม่ใช่แค่ผู้รับสาร ต้องให้คุณค่าและบทบาทในการสร้างความยั่งยืน และ 5) ด้านการสนับสนุนตราสินค้าผ่าน 2 มิติหลักคือ ด้านการสนับสนุนทางความรู้สึก และการสนับสนุนทางพฤติกรรม75 2785 - Publicationการเล่าเรื่องเพื่อการสื่อสารการตลาดธุรกิจเพื่อสังคมสู่ความยั่งยืน = Storytelling for marketing communication of social enterprise toward sustainability /(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2024)
;บุญญิสา แก้วประภาค ;อัญชลี พิเชษฐพันธ์ ;คณะนิเทศศาสตร์ ;มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. คณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. สาขาวิชานิเทศศาสตร์การตลาดการศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเล่าเรื่องเพื่อการสื่อสารการตลาดธุรกิจเพื่อสังคม 2) ศึกษาการสื่อสารการตลาดแบบเล่าเรื่องที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทย และ 3) สร้างและประเมินการเล่าเรื่องเพื่อการสื่อสารการตลาดธุรกิจเพื่อสังคมสู่ความยั่งยืน เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้บริโภค จำนวน 400 คน ใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน จาก 12 บริษัทที่เป็นธุรกิจเพื่อสังคม และการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) การเล่าเรื่องเพื่อการสื่อสารการตลาดธุรกิจเพื่อสังคม ทั้งโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การเล่าเรื่องผ่านคุณประโยชน์ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ การเล่าเรื่องผ่านคุณสมบัติ และการเล่าเรื่องผ่านจุดเด่น ตามลำดับ 2) การสื่อสารการตลาดการเล่าเรื่องผ่านคุณสมบัติ การเล่าเรื่องผ่านบริบทของตราสินค้า และการเล่าเรื่องผ่านความหมายเชิงสัญลักษณ์ ส่งผลต่อความยั่งยืนของธุรกิจเพื่อสังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3) การเล่าเรื่องเพื่อการสื่อสารการตลาดธุรกิจเพื่อสังคมสู่ความยั่งยืน คือ “T I –COMS ” ซึ่งมีรายละเอียดองค์ประกอบได้แก่ T-Truth คือ เล่าความจริง, I- Image คือ เล่ายกระดับภาพลักษณ์, I-Insight คือ ศึกษาข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า, I-Impact คือเล่าถึงผลกระทบของสังคม, C- Continuously คือ ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องโดยใช้รูปแบบการเล่าเรื่อง 12 ด้าน , C- Channels คือ หลากหลายช่องทาง, O-Objective คือ ชัดเจนในวัตถุประสงค์, M-Mascot คือ สัญลักษณ์นำโชค, S- Sincere คือ สร้างบรรยากาศจริงใจและอบอุ่น86 2765 - Publicationปัจจัยที่มีผลต่อค่า P/E ของหลักทรัพย์หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย [ซีดี-รอม] / วัชรชัย เลิศสวัสดีคุณ(University of the Thai Chamber of Commerce, 2009)
; University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics28 133 - Publicationปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรระดับปฏิบัติการและระดับหัวหน้างานที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัย M(University of the Thai Chamber of Commerce, 2012)
; University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate Schoolการศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรระปฏิบัติการและระดับหัวหน้างานที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัย M” การเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยได้ทำการแจกแบบสอบถามโดยวิธีแจกแบบสอบถามจำนวน 160 ชุด ได้รับกลับคืนมาครบทั้งจำนวน 160 ชุด คิดเป็นร้อยละ 100 และนำแบบสอบถามที่ได้มาทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปคำนวณหา ค่าความถี่ (Frequencies) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Division) เพื่อศึกษาลักษณะทั่วไปของกลุ่มประชากรตรวจสอบสมมุติฐานโดยใช้ t - test และ One-way ANOVA หรือ F test โดยใช้ระดับนัยสำคัญ 0.05 (ระดับความเชื่อมั่นที่ 95%) และวิเคราะห์สัมประสิทธิสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient) เพื่อหาความสัมพันธ์ของปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรวัตถุประสงค์1. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากรระปฏิบัติการและระดับหัวหน้างานที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัย M2. เพื่อเปรียบเทียบลักษณะส่วนบุคคลที่มีผลต่อแรงจูงใจในการทำงานที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัย M3. เพื่อเป็นข้อเสนอแนะแก่งานบริหารทรัพยากรบุคคลที่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัย M107 557 - Publicationอิทธิพลของปัจจัยด้านการรับรู้การสื่อสารอัตลักษณ์ต่อภาพลักษณ์ของเครือโรงพยาบาลพญาไท = The Influence of factors concerning the perception of the corporate identity communication on the corporate image of Phyathai Hospital / ธันยพร กรอบบาง(University of the Thai Chamber of Commerce, 2009)
; University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics59 122