logo
  • English
  • ไทย
  • Log In
    or
    Have you forgotten your password?
logo
  • Communities & Collections
  • Research Outputs
  • Projects
  • People
  • Organizations
  • Statistics
  • English
  • ไทย
  • Log In
    or
    Have you forgotten your password?
  1. Home
  2. Browse by Subject

Browsing by Subject "การลงทุน"

Now showing 1 - 20 of 50
Results Per Page
Sort Options
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญ ของพนักงานเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2022)
    ปานระวี ขาวสังข์
    ;
    ;
    สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
    ;
    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
    ;
    มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. คณะเศรษฐศาสตร์
    การศึกษาในครั้งนี้ วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 1) เพื่อให้ทราบถึงปัจจัยส่วนบุคคลที่ตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญ 2) เพื่อต้องการทราบ พฤติกรรมการลงทุนที่ตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 3) เพื่อศึกษาปัจจัยต่างๆ ของนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้ทำการวิจัยได้เก็บแบบสอบถามทั้งหมด 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ ทดสอบหาความแตกต่างค่าที (t-test) สถิติทดสอบหาค่าความแตกต่างค่าเอฟ (F-test) หรือการทดสอบทางเดียว (One-way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะทำการทดสอบด้วยการเปรียบเทียบรายคู่ ด้วยวิธี LSD และทดสอบสถิติหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยวิธี วิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย และช่วงอายุที่เข้ามาลงทุนนั้น เป็นช่วงอายุ 21-39 ปี มีสถานภาพสมรส มีระดับการศึกษาปริญญาตรี และมีรายได้ 20001-40000 บาท ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการลงทุนผู้ตอบสอบถามพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีประสบการณ์การลงทุน 4-5 ปี ยังมีการถือครองหลักทรัพย์อยู่ ผู้ตอบแบบสอบถามมีความประสงค์ที่จะยุติการถือครอง มากที่สุด มีประเภทการลงทุนในตราสารการเงินคือ เงินฝาก / กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น มากที่สุด มีสัดส่วนการถือครอง มากที่สุด คือ 11 – 30 % มีรูปแบบการลงทุน คือ เน้นกำไรจากสินทรัพย์ที่ปรับตัวสูงขึ้น มากที่สุด และมีความถี่ในการลงทุนในหุ้นสามัญ คือ ซื้อ หรือ ขายทุกเดือน มากที่สุด ผลวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญ ของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า มีความคิดเห็นจะตัดสินใจลงทุนมากที่สุดในหุ้นสามัญ มากที่สุด ผลการวิเคราะห์ระดับความเห็นข้อมูลการตัดสินใจลงทุนในหุ้นสามัญ ของพนักงานเอกชน เขตกรุงเทพมหานคร พบว่า ด้านผลตอบแทน กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความคิดเห็น ในเรื่อง ผลตอบแทนคุ้มค่าเมื่อเทียบกับระยะเวลาลงทุนมากที่สุด ผลประกอบการของราคาหุ้น เห็นด้วยมากที่สุด ด้านความเสี่ยงจาการลงทุน กลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยความคิดเห็นน้อยที่สุด และให้ความสำคัญในเรื่อง ความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ส่งผลกระทบต่อการลงทุน รองลงมาคือ ความเสี่ยงเกิดจากอัตราเงินเฟ้อส่งผลกระทบต่อการลงทุน ด้านความรู้ความเข้าใจยังให้ความสำคัญอยู่ในระดับน้อยที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยสูงสุดอันดับแรก เรื่องความรู้ในการลงทุนหุ้นและกองทุนตราสารหนี้ รองลงมาคือ ความเข้าใจว่าการลงทุนเป็นเรื่องของความสมัครใจในการลงทุน ด้านเศรษฐกิจและการเมือง กลุ่มตัวอย่างให้ความความสำคัญในเรื่อง นโยบายเศรษกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนมาก รองลงมา คือ การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยมีผลกระทบต่อการต่อการตัดสินใจลงทุน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
      215  2513
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์ความคุ้มค่าของการลงทุนทางด้านเศรษฐศาสตร์ของโครงการศูนย์อาหารในสถาบันการศึกษา : กรณีศึกษาศูนย์อาหารของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย = An Economic feasibility study of university food centers : the case study of University of the Thai Chamber of Commerce / พละศักดิ์ ลูกบัว
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2006)
    พละศักดิ์ ลูกบัว
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      48  258
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเติบโตของกิจการกับอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ของกิจการ กรณีศึกษา : บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย / เกษศิรินทร์ ไม้งาม
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2003)
    เกษศิรินทร์ ไม้งาม
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      25  80
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในกองทุนรวม / พรรณิพร วงศ์บัณฑิต
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2005)
    พรรณิพร วงศ์บัณฑิต
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      6  66
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในดัชนี 50 เปรียบเทียบกับดัชนีอุตสาหกรรมในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ช่วงปี พ.ศ. 2542-2544 / ชัยรัตน์ อุดมกิจวณิชย์
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2001)
    ชัยรัตน์ อุดมกิจวณิชย์
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      39  102
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Tangdetsamrit, Pakorn
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาเรื่อง การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงในการลงทุนในหลักทรัพย์กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาผลตอบแทนและความเสี่ยงของหลักทรัพย์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประเมินราคาและกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งหลักทรัพย์ที่ทำการศึกษา จำนวน 16 หลักทรัพย์ โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิเป็นรายวัน ระยะเวลาศึกษาทั้งหมด 3 ปี เลือกทำการศึกษาในช่วงระยะเวลา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึง 30 กันยายน 2554 โดยเก็บข้อมูลจากที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวบรวมจากรายงานการซื้อขายหลักทรัพย์ ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับราคาปิดของหลักทรัพย์ ดัชนีราคาหุ้นประจาวัน และดอกเบี้ยตั๋วเงินคลัง อายุ 3 เดือน จากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยใช้สูตรในการหาอัตราผลตอบแทน ความเสี่ยงสัมประสิทธิ์เบต้า และการหาอัตราผลตอบแทนที่ต้องการโดยใช้ทฤษฎี CAPM ผลการศึกษาค่าสัมประสิทธิ์ความเสี่ยงที่เป็นระบบหรือค่าสัมประสิทธิ์เบต้า ( พบว่า หลักทรัพย์เชิงรุก(Aggressive stock) หรือหลักทรัพย์ที่มีค่าความเสี่ยงที่เป็นระบบมากกว่าตลาดหลักทรัพย์ มีจำนวน 2 หลักทรัพย์ หลักทรัพย์เชิงรับ (Defensive stock) หรือหลักทรัพย์ที่มีค่าความเสี่ยงที่เป็นระบบน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์ มีจำนวน 7 หลักทรัพย์ และหลักทรัพย์ที่มีค่าความเสี่ยงที่เป็นระบบไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์ มีจำนวน 7 หลักทรัพย์ ส่วนหมวดขนส่งและโลจิสติกส์มีค่าความเสี่ยงที่เป็นระบบไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนส่วนเกิน (Excess return) ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวม (Sharpe ratio) พบว่า หลักทรัพย์ที่เหมาะกับการลงทุน หรือหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวม มากกว่าตลาดหลักทรัพย์มีเพียง 1 หลักทรัพย์คือ บริษัท ยูไนเต็ด แสตนดาร์ด เทอร์มินัล จากัด(มหาชน)การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนส่วนเกิน (Excess return) ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Treynor ratio) พบว่า หลักทรัพย์ที่เหมาะกับการลงทุน หรือหลักทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (B)( ดีกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีทั้งหมด 5 หลักทรัพย์ ส่วนหลักทรัพย์ที่เหลือ 11 หลักทรัพย์ ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (B)( ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย )
      73  1187
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดธนาคาร
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Nimitchaiwong, Thanainun
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาเรื่อง การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดธนาคาร จำนวน 9 หลักทรัพย์ตามกลุ่มตัวอย่าง ใช้ข้อมูลรายวันของอัตราผลตอบแทนของแต่ละหลักทรัพย์ในหมวดธนาคาร โดยใช้ราคาปรับปรุงจากการแตกหุ้นและจ่ายปันผลแล้ว (Adjusted price) และใช้อัตราผลตอบแทนของตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือนแทนหลักทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยง ทำการศึกษาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2554 เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยทำการประมาณค่าสมการถดถอยเชิงเส้น (Linear Regression) ตามทฤษฎีแบบแบบจำลองในการกำหนดราคาหลักทรัพย์ (Capital Asset Pricing Model : CAPM) วัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของหลักทรัพย์ในหมวดธนาคารในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและหลักทรัพย์ตลาดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ เพื่อเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงระหว่างหลักทรัพย์หมวดธนาคารในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและหลักทรัพย์ตลาดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากการศึกษา อัตราผลตอบแทน (Return) พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ (SET) หมวดธนาคาร (BANK) ตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือน (RF) หลักทรัพย์ BAY BBL CIMBT KBANK KK KTB SCB TCAP และ TMB พบว่า อัตราผลตอบแทนมีการแจกแจงแบบไม่ปกติ อัตราผลตอบแทนส่วนเกิน (Excess Return) ทดสอบที่ระดับนัยสำคัญ 5% พบว่า หมวดธนาคาร (BANK) และหลักทรัพย์ BAY BBL CIMBT KBANK KK KTB SCB TCAP และ TMB มีอัตราผลตอบแทนไม่แตกต่างจากตลาด ทางด้านความเสี่ยงจะพบว่าหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากกว่าตลาด (Aggressive stock) คือ หมวดธนาคาร (BANK) และหลักทรัพย์ BAY BBL KBANK KTB SCB TCAP และ TMB โดยมีค่า β เท่ากับ 1.1696 1.4583 1.1260 1.2050 1.1601 1.1636 1.1579 และ 1.1657 ตามลาดับ หลักทรัพย์ KK มีความเสี่ยงน้อยกว่าตลาด (Defensive Stock) โดยมีค่า β เท่ากับ 0.7695 หลักทรัพย์ CIMBT มีความเสี่ยงไม่แตกต่างจากตลาด อัตราผลตอบแทนส่วนเกินเทียบกับความเสี่ยงรวม โดยวิธี Sharpe ratio พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ (SET) และ หมวดธนาคาร (BANK) มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.0328 และ 0.0316 ตามลำดับ ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวม หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินสูงที่สุด คือ หลักทรัพย์ KTB TCAP และ CIMBT ตามลำดับ ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.0475 0.0430 0.0380 ตามลำดับ ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวม หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่ำที่สุด คือ หลักทรัพย์ BAY TMB และ BBL ตามลำดับ ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.0105 0.0149 และ 0.0174 ตามลำดับ ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวม หลักทรัพย์ CIMBT KBANK KTB และ TCAP มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวมมากกว่าตลาดหลักทรัพย์ หลักทรัพย์ BAY BBL KK SCB และ TMB มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวมน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์อัตราผลตอบแทนส่วนเกินเทียบกับความเสี่ยงที่เป็นระบบ โดยวิธี Treynor ratio พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ (SET) และ หมวดธนาคาร (BANK) มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.0544 และ 0.0573 ตามลำดับ ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินสูงที่สุด คือ หลักทรัพย์ CIMBT TCAP และ KTB ตามลาดับ ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.1772 0.1054 และ 0.1044 ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่ำที่สุด คือ หลักทรัพย์ BAY BBL และ TMB ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.0212 0.0362 และ 0.0390 ตามลำดับ ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ ทางด้านอัตราผลตอบแทนส่วนเกิน พบว่าหมวดธนาคาร (BANK) และ หลักทรัพย์ CIMBT KBANK KK KTB และ TCAP อยู่เหนือเส้นตลาดหลักทรัพย์ แสดงว่าให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าอัตราตอบแทนของตลาด ณ ระดับความเสี่ยงเดียวกันกับตลาดหลักทรัพย์ จึงกล่าวได้ว่าหลักทรัพย์ดังกล่าวมีราคาหลักทรัพย์ต่ากว่าที่ควรจะเป็น (Undervalued) หลักทรัพย์ BAY BBL SCB และ TMB อยู่ใต้เส้นตลาดหลักทรัพย์ แสดงว่าให้อัตราผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนของตลาด ณ ระดับความเสี่ยงเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ จึงกล่าวได้ว่าหลักทรัพย์ดังกล่าวมีราคาหลักทรัพย์สูงกว่าที่ควรจะเป็น (Overvalued) ทางด้านความเสี่ยงที่เป็นระบบ พบว่าหมวดธนาคาร (BANK) และ หลักทรัพย์ BAY BBL KBANK KTB SCB TCAP และ TMB เป็นหลักทรัพย์ประเภทความเสี่ยงสูง (Aggressive stock) เนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนของตลาด หลักทรัพย์ CIMBT และ KK เป็นหลักทรัพย์ประเภทความเสี่ยงต่ำ (Defensive stock) เนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์น้อยกว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์
      128  1104
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดวัสดุก่อสร้าง
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Vungjaratkasam, Duangrudee
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดวัสดุก่อสร้าง เป็นการศึกษาเพื่อให้ทราบถึงอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน 15 หลักทรัพย์ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลการศึกษาในครั้ง นี้ใช้ข้อมูลแบบอนุกรมเวลา เป็นรายวัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึง 30 กันยายน 2554 รวมเป็นระยะเวลา 3 ปี หมวดวัสดุก่อสร้างและหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 14 หลักทรัพย์ มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 1 หลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่แย่กว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(Underperform) หมวดวัสดุก่อสร้างและหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 12 หลักทรัพย์ มีความเสี่ยงน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือเป็นหลักทรัพย์เชิงรับ(Defensive stock)และมีหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 3 หลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถือเป็นหลักทรัพย์เชิงรุก (Aggressive stock) หมวดวัสดุก่อสร้างและหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 7 หลักทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวมมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างที่ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวมน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีจำนวน 8 หลักทรัพย์หมวดวัสดุก่อสร้างและหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 9 หลักทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างที่ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีจำนวน 6 หลักทรัพย์
      9  565
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Rattanacheena, Amnaj
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเรื่องการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดพลังงานและสาธารณูปโภคมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์หมวดพลังงานและสาธารณูปโภคที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหมวดพลังงานและสาธารณูปโภคในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเพื่อเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) กับหลักทรัพย์และหมวดพลังงานและสาธารณูปโภคในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลรายวันทุติยภูมิ(Secondary data) แบบอนุกรมเวลา ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2554รวมระยะเวลา 729 วัน และทดสอบสมมติฐานที่ระดับความเชื่อมั่น 95%จากการศึกษาพบว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (RM)เท่ากับร้อยละ 0.0594 ต่อวัน และอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Rrf) เฉลี่ย เท่ากับร้อยละ 0.0050 ต่อวัน โดยที่อัตราผลตอบแทนรายวันเฉลี่ยของหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค (ENERGY) เท่ากับร้อยละ 0.0253 ต่อวัน ซึ่งน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่มากกว่าอัตราผลตอบแทนที่ไม่มีความเสี่ยง (Rrf) โดยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (α)มีค่าไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) เท่ากับ1.2372 ซึ่งมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแสดงว่าหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค(ENERGY) เป็นหลักทรัพย์เชิงรุก (Aggressive stock) หลักทรัพย์ในหมวดพลังงานและสาธารณูปโภคทุกหลักทรัพย์ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกิน (Excess return) ไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แสดงว่าหลักทรัพย์ในหมวดพลังงานและสาธารณูปโภคเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพระดับอ่อน (Weak form efficiency) เนื่องจากไม่สามารถทำกำไรเกินปกติได้ โดยหลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β)สูงกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 7 หลักทรัพย์ คิดเป็น 46.67% ของกลุ่มตัวอย่าง 15 หลักทรัพย์ ได้แก่หลักทรัพย์ BANPU IRPC LANNA PTT PTTAR PTTEP และTOP แสดงว่าเป็นหลักทรัพย์เชิงรุก (Aggressive stock) และหลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า(β) น้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 6 หลักทรัพย์ คิดเป็น 40.00% ของกลุ่มตัวอย่าง 15 หลักทรัพย์ ได้แก่ BCP EGCO GLOW RATCH TCC และ TTW แสดงว่าเป็นหลักทรัพย์เชิงรับ (Defensive stock) ส่วนหลักทรัพย์ ESSO และ SGP มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า(β) ไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงทั้งหมด (Sharpe ratio)มากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 1 หลักทรัพย์ คิดเป็น 6.67% ของกลุ่มตัวอย่าง 15 หลักทรัพย์ และหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงทั้งหมด (Sharpe ratio) น้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 14 หลักทรัพย์ คิดเป็น 93.33% ของกลุ่มตัวอย่าง 15 หลักทรัพย์ ส่วนหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Treynor ratio) มากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 7 หลักทรัพย์ คิดเป็น 46.67% ของกลุ่มตัวอย่าง 15 หลักทรัพย์ และหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Treynor ratio) น้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 8 หลักทรัพย์ คิดเป็น 53.33% ของกลุ่มตัวอย่าง 15 หลักทรัพย์
      367  75
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Jakkam, Thichagorn
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทำการศึกษาช่วงปี 2551-2554 หลักทรัพย์หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีทั้งหมด 63 หลักทรัพย์ การศึกษาใช้กลุ่มตัวอย่างของ หลักทรัพย์หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 15 หลักทรัพย์ทีมีการซื้อขายสูงสุด ณ วันที 13 ธันวาคม 2554 ซึ่งรวมมูลค่าการซื้อขายตลาดร้อยละ 85.10 เมื่่อเทียบกับกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ศึกษาโดยใช้ทฤษฎี Capital Asset Pricing Model (CAPM) วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของอัตราผลตอบแทนและความเสื่ยงของการลงทุน กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเพื่อศึกษาเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของหลักทรัพย์หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า อุตสาหกรรมหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์กลุ่มตัวอย่างในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เกือบทุกหลักทรัพย์มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของหลักทรัพย์ไม่แตกต่างจากอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของตลาด ยกเว้น 1 หลักทรัพย์ทีให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินของหลักทรัพย์แตกต่างไปจากอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของตลาดหลักทรัพย์ตัวนี2ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินทีดีกว่าอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของตลาด(Outperform market) จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ตลาดไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากตลาดมีประสิทธิภาพผู้ลงทุนทุกคนต้องได้รับอัตราผลตอบแทนทีไม่แตกต่างจากอัตราผลตอบแทนของตลาด อุตสาหกรรมหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์กลุ่มตัวอย่างในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 6 หลักทรัพย์ มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยไม่แตกต่างจากอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ย ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนหลักทรัพย์ทีมีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยแตกต่างจากอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีจำนวน 9 หลักทรัพย์ โดยมีจำนวน 8 หลักทรัพย์ ทีให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินเฉลี่ย สูงกว่าอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดได้ว่าเป็นหลักทรัพย์เชิงรุก(Aggressive Asset ) และส่วนหลักทรัพย์อีก 1 หลักทรัพย์ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินเฉลี่ยต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดได้ว่าเป็นหลักทรัพย์เชิงรับ(Defensive Asset) การวัดผลการวัดผลการดำเนินงานจากการลงทุนในกรณีใช้วิธี Sharpe Ratio พบว่า ณ ปัจจุบันอุตสาหกรรมหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์กลุ่มตัวอย่างในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 7 หลักทรัพย์ มีราคาต่ำกว่าทีควรจะเป็น(Under value) เพราะให้อัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่าอัตราผลตอบแทนโดยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนในกรณีใช้โดยวิธี Treynor Ratio พบว่า ณ ปัจจุบันอุตสาหกรรมหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์กลุ่มตัวอย่างในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 8 หลักทรัพย์ มีราคาต่ำกว่าทีควรจะเป็น(Under value)เพราะให้อัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
      28  273
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดเงินทุนหลักทรัพย์
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Sampanwarangkoon, Phornwilai
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    การศึกษาเรื่องการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดเงินทุนหลักทรัพย์มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์หมวดเงินทุนหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหมวดเงินทุนหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) กับหลักทรัพย์และหมวดเงินทุนหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลรายวันทุติยภูมิ (Secondary data) แบบอนุกรมเวลา ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2554 รวมระยะเวลา 729 วัน และทดสอบสมมติฐานที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ผลการศึกษาพบว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (RM)เท่ากับร้อยละ 0.0594 ต่อวัน และอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Rrf) เฉลี่ย เท่ากับร้อยละ 0.0050 ต่อวัน โดยที่อัตราผลตอบแทนรายวันของหมวดเงินทุนหลักทรัพย์ (FIN) มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 0.0288 ต่อวัน ซึ่งน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่มากกว่าอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Rrf) โดยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (α) มีค่าไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) เท่ากับ 0.7767ซึ่งน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แสดงว่าหมวดเงินทุนหลักทรัพย์ (FIN) เป็นหลักทรัพย์เชิงรับ (Defensive stock) หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือหลักทรัพย์ TK, KCAR และSSEC โดยมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 0.1265, 0.0704 และ 0.0701 ต่อวันตามลำดับ ซึ่งมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Rrf) ส่วนหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำสุด 3 อันดับแรก ได้แก่หลักทรัพย์ZMICO, KTC และ PE โดยมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ -0.0610, -0.0479 และ-0.0261 ต่อวัน ตามลำดับ ซึ่งน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Rrf)หลักทรัพย์ในหมวดเงินทุนหลักทรัพย์ทุกหลักทรัพย์ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกิน(Excess return) ไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยกเว้นหลักทรัพย์ CNS มีอัตราผลตอบแทนที่ดีกว่า (Outperform market) แสดงว่าหลักทรัพย์หมวดเงินทุนหลักทรัพย์เป็นตลาดที่ไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นตลาดที่สามารถหากำไรส่วนเกินได้ โดยมีหลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) ไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน 4 หลักทรัพย์ คิดเป็น 26.67% หลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) สูงกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแสดงว่าเป็นหลักทรัพย์เชิงรุก (Aggressive stock) จำนวน 4หลักทรัพย์ คิดเป็น 26.67% และหลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) น้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแสดงว่าเป็นหลักทรัพย์เชิงรับ (Defensive stock) จำนวน 6หลักทรัพย์ คิดเป็น 40.00% และมีหลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) ไม่แตกต่างจากศูนย์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% จำนวน 1 หลักทรัพย์ หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงทั้งหมด (Sharpe ratio)มากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 2 หลักทรัพย์ คิดเป็น 13.33% ส่วนหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงทั้งหมด (Sharpe ratio) น้อยมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 13 หลักทรัพย์ คิดเป็น 86.67% และหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Treynor ratio) ที่มากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 6 หลักทรัพย์ คิดเป็น 40% และหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Treynor ratio) น้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 9 หลักทรัพย์ คิดเป็น 60%
      25  258
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
    Panyakhum, Sumitra
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate School
    วัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเพื่อเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) กับหลักทรัพย์และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลรายวันทุติยภูมิ (Secondary data)แบบอนุกรมเวลาระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2554 รวมระยะเวลา 729 วัน และทดสอบสมมติฐานที่ระดับความเชื่อมั่น 95%จากการศึกษาพบว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (RM)เท่ากับ 0.0594% ต่อวัน และอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยงหรือตั๋วเงินคลังอายุ 3เดือน (Rrf) เท่ากับ 0.0050% ต่อวัน โดยอัตราผลตอบแทนในหลักทรัพย์หมวดเทคโนโลยีสารสนเทศส่วนใหญ่ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตั๋วเงินคลัง โดยหลักทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่หลักทรัพย์ JAS มีอัตราผลแทนเฉลี่ยรายวันเท่ากับ 0.1821% ส่วนหลักทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ หลักทรัพย์ TWZ มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยรายวันเท่ากับ -0.2231% ส่วนอัตราผลตอบแทนส่วนเกินส่วนใหญ่มีค่าไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีเพียงหลักทรัพย์ AITที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินดีกว่าตลาด (Outperform stock) และหลักทรัพย์ TWZ ที่มีอัตราผลตอบแทนแย่กว่าตลาด (Underperform stock) แสดงว่าเป็นตลาดที่ไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากนักลงทุนยังสามารถทำกำไรเกินปกติได้ หลักทรัพย์ในหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ส่วนใหญ่เป็นหลักทรัพย์เชิงรับ(Defensive stock) ซึ่งมีเพียง 2 หลักทรัพย์ที่เป็นหลักทรัพย์เชิงรุก (Aggressive stock) ได้แก่ หลักทรัพย์ THCOM และ TRUE นอกจากนี้ค่า Sharpe ratio ส่วนใหญ่จะต่ำกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 10 หลักทรัพย์ คิดเป็น 66.67% ของหลักทรัพย์ตามกลุ่ม ตัวอย่าง 15 หลักทรัพย์ แต่ค่า Treynor ratio ส่วนใหญ่จะมีค่าสูงกว่าตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 11 หลักทรัพย์ คิดเป็น 73.33% ของหลักทรัพย์ตามกลุ่มตัวอย่าง 15 หลักทรัพย์ โดยหลักทรัพย์ที่มีค่า Sharpe ratio และ Treynor ratio สูงสุดได้แก่หลักทรัพย์ AIT ส่วนหลักทรัพย์ที่มีค่า Sharpe ratio และ Treynor ratio ต่ำสุดได้แก่หลักทรัพย์ TWZ
      44  408
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุนในกองทุนรวมประเภทตราสารทุน / สิริชยา ยรรยงดิลก
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2005)
    สิริชยา ยรรยงดิลก
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      21  70
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การวิเคราะห์เปรียบเทียบต้นทุนและผลตอบแทนของการลงทุนเลี้ยงกุ้งระหว่างกุ้งขาวแวนนาไมและกุ้งกุลาดำ
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2019)
    พิทยาธร ทองคละ
    การศึกษาค้นคว้าอิสระครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของต้นทุนและผลตอบแทนของการลงทุนเลี้ยงกุ้งระหว่างกุ้งขาวแวนนาไมและกุ้งกุลาดำของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในตำบลบางสน อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร รวมถึงปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมและกุ้งกุลาดำ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่ตำบลบางสน อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร จำนวน 10 ราย ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งแต่ละราย ที่ใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างนั้น จะเป็นบุคคลเดียวกัน ผู้วิจัยจะสัมภาษณ์ทั้งในด้านการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมและกุ้งกุลาดำโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการสัมภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่า การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมนั้น ใน 1 รอบการเลี้ยงกุ้ง เกษตรกรมีต้นทุนการ ผลิตต่อไร่เฉลี่ย 246,212.90 บาท ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อไร่เฉลี่ย 2,955.25 บาท ยอดขายต่อไร่เฉลี่ย 358,017.27 บาท อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยร้อยละ 28.76 อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย ร้อยละ 27.39 อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์กรณีเช่าบ่อกุ้งเฉลี่ยร้อยละ 193.49 อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์กรณีเจ้าของที่ดินเฉลี่ยร้อยละ 61.10 และสำหรับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำนั้น ใน 1 รอบการเลี้ยงกุ้ง เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตต่อไร่เฉลี่ย 301,599.91 บาท ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อไร่เฉลี่ย 2,574.81 บาท ยอดขายต่อไร่เฉลี่ย 466,553.80 บาท อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยร้อยละ 33.46 อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยร้อยละ 32.40 อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์กรณีเช่าบ่อกุ้งเฉลี่ยร้อยละ 254.84 อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์กรณีเจ้าของที่ดินเฉลี่ยร้อยละ 95.04 และผลการวิเคราะห์ Wilcoxon signed-rank test พบว่า ยอดขายต่อไร่ ต้นทุนการผลิตต่อไร่ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อไร่ อัตรากำไรขั้นต้น อัตรากำไรสุทธิ อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ (ROA) ทั้งกรณีเช่าบ่อกุ้ง และกรณีเจ้าของที่ดินเปรียบเทียบกันระหว่างการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมและการเลี้ยงกุ้งกุลาดำไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 นอกจากนี้ยังพบว่าปัญหาและอุปสรรคในการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมและกุ้งกุลาดำ คือ ปัญหาเรื่องโรคระบาดเนื่องจากภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ปัญหาคุณภาพน้ำ ปัญหาพันธุ์ลูกกุ้งไม่มีคุณภาพ ปัญหาอาหารกุ้งมีราคาสูง และปัญหาราคาผลผลิตไม่แน่นอน
      613  4272
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลทางบัญชีกับความเสี่ยงของผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย / วิทยา อาภัสรานุสรณ์
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2003)
    วิทยา อาภัสรานุสรณ์
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      91  203
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การศึกษาความสามารถในการทํากําไร กรณีศึกษา บริษัท ทริปเปิ้ลเอ เซลามิก จํากัด / จิตติกานต์ ไกรศิริโสภณ
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2005)
    จิตติกานต์ ไกรศิริโสภณ
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      14  73
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจเฟรนไซส์ กรณ์ศึกษาเฟรนไซส์ 7- eleven / มนัสนันท์ โกมลมุสิก
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2003)
    มนัสนันท์ โกมลมุสิก
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      26  112
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การศึกษาความเป็นไปได้ด้านการเงินในการลงทุนจัดตั้งลงสีข้าวขนาด 200 เกวียน/วัน ในจังหวัดขอนแก่น
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2000)
    ชาญชัย เต็งศิริพานิชย์
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      21  145
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนธุรกิจร้านนั่งดื่ม บริเวณถนนสุขุมวิท 77 เขตสวนหลวง จังหวัดกรุงเทพมหานครฯ
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2020)
    ยศศักดิ์ปราชญ์ เหม็งตระกูล
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนธุรกิจร้านนั่งดื่ม บริเวณถนนสุขุมวิท77 เขตสวนหลวง จังหวัดกรุงเทพมหานครฯ ในด้านการตลาด ด้านเทคนิค ด้านการจัดการ และด้านการเงิน โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มเป้าหมายในเขตสวนหลวง กรุงเทพมหานครฯ จำนวน 400 ราย ศึกษาด้านการตลาดและด้านเทคนิค พบว่า มีอุปสงค์ในการเข้ามาใช้บริการสูงถึง ร้อยละ 74.25 มีความต้องการบรรยากาศภายในที่มีความเป็นกันเอง มีรูปแบบโมเดิร์น และมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน สำหรับด้านการจัดการ ได้รวบรวมข้อมูลจากบทความต่างๆ พบว่า โครงสร้างการบริหารงานของในตำแหน่งต่างๆ ประกอบไปด้วย ผู้จัดการ และพนักงานในฝ่ายต่างๆ ประมาณ 10 คน ด้านการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในด้านการเงิน ด้วยข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ประกอบการที่มีการดำเนินธุรกิจรูปแบบคล้ายคลึงกันและข้อมูลทุติยภูมิเกี่ยวกับการประเมินต้นทุนและรายได้ พบว่า มีความคุ้มค่าในการลงทุน กล่าวคือ ใช้เงินลงทุน 1,295,000 บาท ระยะเวลาคืนทุนในการคืนทุนที่ปรับค่าของเวลา (DPB) เท่ากับ 2 ปี 1 เดือน 24 วัน มีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) เท่ากับ 2,558,284 บาท อัตราผลตอบแทนภายในโครงการ (IRR) เท่ากับ 48.64% และมีอัตราผลตอบแทนต่อค่าใช้จ่าย (B/C Ratio) เท่ากับ 1.0885 เท่า
      142  8677
  • Loading...
    Thumbnail Image
    Publication
    การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนธุรกิจเดย์สปาในเขตกรุงเทพมหานคร / วิภาพร ดวงสิม
    (University of the Thai Chamber of Commerce, 2005)
    วิภาพร ดวงสิม
    ;
    University of the Thai Chamber of Commerce. School of Economics
      3  38
  • «
  • 1 (current)
  • 2
  • 3
  • »
  • Cookie settings
  • Privacy policy
  • Send Feedback
Central Library, University of the Thai Chamber of Commerce © 2012
Powered by DSpace-CRIS