คลังข้อมูลนักวิจัยและผลงานวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC Scholar)
UTCC Scholar เป็นคลังข้อมูลผลงานวิชาการของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (Institutional Repository) โดยสำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศและมาตรฐานสากลในการบริหารจัดการข้อมูล Metadata และ Content ผลงานวิชาการงานวิจัย โดยข้อมูลที่จัดเก็บ ครอบคลุม บทความวิชาการ โครงการวิจัย รายงานการวิจัย ผลงานวิจัยที่นำเสนอในการประชุมวิชาการ และวิทยานิพนธ์ อีกทั้งข้อมูลนักวิจัยทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยเพื่อส่งเสริมคุณภาพและความแข็งแกร่งด้านวิชาการของมหาวิทยาลัยให้เผยแพร่สู่การใช้ประโยชน์ในระดับโลก
Research outputs
4383
Projects
24
People
4032
Organizations
32
Recent Additions
- Publicationกรณีศึกษา = Case study /(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), [2568])
- Publicationรูปแบบการสื่อสารการตลาดเพื่อส่งเสริมการจัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคล เพื่อรองรับการเกษียณของประชากรไทยช่วงวัยแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล = Marketing communication model to promote personal wealth management to support retirement of Thai working-age population in the digital economy era /(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2025)การวิจัยเรื่อง “รูปแบบการสื่อสารการตลาดเพื่อส่งเสริมการจัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคล เพื่อรองรับการเกษียณของประชากรไทยช่วงวัยแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล” มุ่งศึกษา 1) สภาพการณ์การสื่อสารการตลาดเพื่อส่งเสริมการจัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2) ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคลเพื่อรองรับการเกษียณของประชากรวัยแรงงานและ 3) นำเสนอรูปแบบการสื่อสารการตลาดเพื่อส่งเสริมความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคลเพื่อรองรับการเกษียณของประชากรไทยช่วงวัยแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารหน่วยงานด้านการเงิน และประชากรวัยแรงงาน รวม 17 คน และการวิจัยเชิงปริมาณ ผ่านการสำรวจกลุ่มตัวอย่างประชากรวัยแรงงานจำนวน 600 คน ทั่วประเทศ ผลการศึกษา พบว่า การสื่อสารการตลาดเพื่อส่งเสริมการจัดการความมั่งคั่งส่วนบุคคลเพื่อวัยเกษียณยังคงเผชิญอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ระดับหนี้ครัวเรือนสูง อัตราการออมต่ำ และข้อจำกัดในการสื่อสารเข้าถึงกลุ่มรายได้น้อย ทั้งนี้ กลุ่มประชากรวัยแรงงานสามารถจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มหลักได้แก่ 1) กลุ่มที่มีปัญหาหนี้สิน และต้องการความช่วยเหลือ 2) กลุ่มที่ต้องการวางแผนทางการเงินเพื่ออนาคต และสนใจการลงทุนเพื่อการบริหารความมั่งคั่ง และ 3) กลุ่มผู้ตระหนักรู้ และวางแผนล่วงหน้าทางการเงิน ทั้งนี้ ช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ สื่อดิจิทัล โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ และสื่อวิดีโอ ซึ่งสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และกระตุ้นการรับรู้ได้อย่างมีประสิทธิผลในด้านความรู้ทางการเงิน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพื้นฐานความเข้าใจด้านการเงินทั่วไป แต่ยังขาดความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการลงทุน และการบริหารความเสี่ยง ขณะที่ทัศนคติด้านการเงินแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ โดยกลุ่มอายุน้อยให้ความสำคัญกับเป้าหมายระยะสั้น ส่วนกลุ่มอายุมากเผชิญข้อจำกัดด้านภาระค่าใช้จ่าย ส่วนพฤติกรรมการออม และการลงทุน ยังคงพึ่งพาบัญชีออมทรัพย์เป็นหลัก นอกจากนี้ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ชี้ให้เห็นว่า การเปิดรับการสื่อสารการตลาดด้านการจัดการความมั่งคั่งมีความสัมพันธ์ในระดับต่ำถึงปานกลางกับระดับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการความมั่งคั่งเพื่อวัยเกษียณ อีกทั้งการรับรู้คุณค่าตราสินค้าของหน่วยงานผู้ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อรองรับการเกษียณภาคสมัครใจ ยังมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการบริหารความมั่งคั่งในทุกมิติ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาแนวทางการสื่อสาร ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มประชากรวัยแรงงานไทยวัยแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่การสร้างรูปแบบการสื่อสารการตลาดที่ส่งเสริมพฤติกรรมการวางแผนทางการเงินอย่างมั่นคง และเตรียมความพร้อมสู่การเกษียณอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “WEALTHY SPIRIT” ซึ่งออกแบบกลยุทธ์การสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย มุ่งเน้นการให้ข้อมูล ความรู้ และสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดการผลักดันการวางแผนการเงินเพื่ออนาคตอย่างเหมาะสมในบริบทเศรษฐกิจยุคดิจิทัล
- Publicationการเล่าเรื่องเพื่อการสื่อสารการตลาดธุรกิจเพื่อสังคมสู่ความยั่งยืน = Storytelling for marketing communication of social enterprise toward sustainability /(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2024)การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเล่าเรื่องเพื่อการสื่อสารการตลาดธุรกิจเพื่อสังคม 2) ศึกษาการสื่อสารการตลาดแบบเล่าเรื่องที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทย และ 3) สร้างและประเมินการเล่าเรื่องเพื่อการสื่อสารการตลาดธุรกิจเพื่อสังคมสู่ความยั่งยืน เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้บริโภค จำนวน 400 คน ใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน จาก 12 บริษัทที่เป็นธุรกิจเพื่อสังคม และการสนทนากลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) การเล่าเรื่องเพื่อการสื่อสารการตลาดธุรกิจเพื่อสังคม ทั้งโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า การเล่าเรื่องผ่านคุณประโยชน์ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ การเล่าเรื่องผ่านคุณสมบัติ และการเล่าเรื่องผ่านจุดเด่น ตามลำดับ 2) การสื่อสารการตลาดการเล่าเรื่องผ่านคุณสมบัติ การเล่าเรื่องผ่านบริบทของตราสินค้า และการเล่าเรื่องผ่านความหมายเชิงสัญลักษณ์ ส่งผลต่อความยั่งยืนของธุรกิจเพื่อสังคมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3) การเล่าเรื่องเพื่อการสื่อสารการตลาดธุรกิจเพื่อสังคมสู่ความยั่งยืน คือ “T I –COMS ” ซึ่งมีรายละเอียดองค์ประกอบได้แก่ T-Truth คือ เล่าความจริง, I- Image คือ เล่ายกระดับภาพลักษณ์, I-Insight คือ ศึกษาข้อมูลเชิงลึกของลูกค้า, I-Impact คือเล่าถึงผลกระทบของสังคม, C- Continuously คือ ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องโดยใช้รูปแบบการเล่าเรื่อง 12 ด้าน , C- Channels คือ หลากหลายช่องทาง, O-Objective คือ ชัดเจนในวัตถุประสงค์, M-Mascot คือ สัญลักษณ์นำโชค, S- Sincere คือ สร้างบรรยากาศจริงใจและอบอุ่น
- Publicationการออกแบบการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนตามความคาดหวังของผู้บริโภค เพื่อสร้างการสนับสนุนตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทย = Designing sustainability communication based on consumer expectations to build brand advocacy for Thailand's top corporate brands /(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2025)การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความคาดหวังของผู้บริโภคต่อการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนเพื่อสร้างการสนับสนุนตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทย (2) เพื่อเปรียบเทียบความคาดหวังต่อการสื่อสารความยั่งยืนของตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทยของผู้บริโภคจำแนกตามเจเนอเรชัน และ (3) ออกแบบการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนเพื่อสร้างการสนับสนุนตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทยตามความคาดหวังของผู้บริโภค ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Methods Research) โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้บริโภค จำนวน 16 คน การวิจัยเชิงปริมาณด้วยการสำรวจ (Survey Research) จากแบบสอบถามออนไลน์กับผู้บริโภคอายุ 18-70 ปี จำนวน 702 คน จากนั้นจึงใช้การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 คน ประกอบ ด้วยนักวิชาการ นักวิชาชีพสื่อสารองค์กรหรือนักสื่อสารตราสินค้า และสื่อมวลชน ผลการวิจัยพบว่า (1) ความคาดหวังของผู้บริโภคต่อการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึก ความเรียบง่าย ความใกล้ชิด ความจริงใจที่เชื่อมโยงกับคุณค่าทางวัฒนธรรมจิตสำนึกต่อสังคมมากกว่าภาพลักษณ์ที่นำไปสู่การสนับสนุนตราสินค้าฯ (2) ผู้บริโภคที่มีเจเนอเรชันต่างกัน มีความคาดหวังต่อการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนด้านผู้ส่งสาร ด้านสาร ด้านช่องทาง และด้านการสนับสนุนแตกต่างกัน ยกเว้น เจเนอเรชัน Z และ Y มีความคาดหวังทุกด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (3) รูปแบบการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนตามความคาดหวังของผู้บริโภคเพื่อสร้างการสนับสนุนตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประ เทศไทย พบว่ามีองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้านประกอบด้วย 1)ด้านผู้ส่งสาร ที่จริงใจ มีจุดยืนด้านความยั่งยืนที่มาจากตัวตนของตราสินค้า (Brand DNA) 2) ด้านสาร หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิคที่เข้าใจยาก ย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายจับต้องได้ เชื่อมโยงประเด็นกับชีวิตจริงและประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับ 3) ด้านช่องทางการสื่อสาร ใช้สื่อและเลือกผู้นำทางความคิดที่แต่ละเจเนอเรชันสนใจ หลีกเลี่ยงการสื่อสารแบบทางเดียว 4) ด้านผู้รับสาร ผู้บริโภคต้องการเป็นผู้มีส่วนร่วมไม่ใช่แค่ผู้รับสาร ต้องให้คุณค่าและบทบาทในการสร้างความยั่งยืน และ 5) ด้านการสนับสนุนตราสินค้าผ่าน 2 มิติหลักคือ ด้านการสนับสนุนทางความรู้สึก และการสนับสนุนทางพฤติกรรม
- Publicationกลยุทธ์การจัดการการสื่อสารด้านผู้ประกอบการภายใน เพื่อสร้างความผูกพันมั่นคงต่อองค์กร = Communication management strategies in intrapreneurship for enhancing organizational loyalty /(University of the Thai Chamber of Commerce (UTCC), 2024)งานวิจัยเรื่องกลยุทธ์การจัดการการสื่อสารด้านผู้ประกอบการภายใน (Intrapreneurship)เพื่อสร้างความผูกพันมั่นคงต่อองค์กร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการจัดการการสื่อสารด้านผู้ประกอบการภายใน เพื่อสร้างความความผูกพันมั่นคงต่อองค์กร เพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อการจัดการการสื่อสารด้านผู้ประกอบการภายใน และระดับความผูกพันมั่นคงต่อองค์กร และเพื่อพัฒนากลยุทธ์ การจัดการการสื่อสารด้านผู้ประกอบการภายใน เพื่อสร้างความผูกพันมั่นคงต่อองค์กร งานวิจัยนี้มุ่งศึกษากลยุทธ์การจัดการการสื่อสารด้านผู้ประกอบการภายในเพื่อสร้างความผูกพันมั่นคงต่อองค์กร ใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) โดยวิธีเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) แหล่งข้อมูลประกอบด้วย ข้อมลทุติยภูมิ (Secondary Source) จากเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มผู้ให้มูลหลักได้แก่ กลุ่มผู้บริหารระดับสูงขององค์กรธุรกิจที่มีพนักงานตำแหน่งวิศวกรซอฟต์แวร์ในองค์กร และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญได้แก่ ผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารการตลาดในโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 13 คน ใช้วิธีการวิจัยแบบ EDFR (Ethnographic Delphi Future) ส่วนวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ดำรงตำแหน่งวิศวกรซอฟต์แวร์ในองค์กรธุรกิจไทยจํานวน 222 คน ใช้ค่าร้อยละ (Percentage) นำมาวิเคราะห์ ปัจจัยส่วนบุคคลค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation: SD) และคาพิสัยควอไทล (Interquartile Range) รวมถึงการจัดประชุมวิพากษ์ผลการศึกษาจากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร จำนวน 20 คน เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์การจัดการการสื่อสารให้เหมาะสม และให้เกิดข้อเสนอแนะทางวิชาการในอนาคต ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารระดับสูง และผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญกับการหาแนวทางการสื่อสารด้านผู้ประกอบการภายในเพื่อสร้างความผูกพันมั่นคงต่อองค์กรประกอบไปด้วยการจัดการการสื่อสารทั้ง 8 ด้าน ได้แก่ ด้านนโยบายการสื่อสาร ด้านรูปแบบการสื่อสาร ด้านกระบวนการสื่อสารด้านการสื่อสาร ด้านบรรยากาศการสื่อสารด้านเครือข่ายการสื่อสารด้านการแสวงหา และการจัดการ ข้อมูลข่าวสารของผู้บริหารและด้านทักษะการสื่อสาร โดยระดับการสื่อสารด้านผู้ประกอบการภายใน และระดับความผูกพันมั่นคงต่อองค์กร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านทักษะการสื่อสารของผู้บริหาร และการแสวงหาและการจัดการข้อมูลข่าวสารของผู้บริหาร และระดับความผูกพันมั่นต่อองค์กรด้านพฤติกรรมแสดงออก มีระดับมากที่สุด ส่วนการจัดการกลยุทธ์การสื่อสารนั้นให้ความสำคัญกับ การจัดการกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (Creativity) แนวทางใหม่ๆในการทำงาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบัลดาลใจ (Growth Mindset) ด้านปณิธานและความมุ่งมั่น (Commitment) รูปแบบการทำงานเร็วเปลี่ยนแปลงเร็ว (Agile) เน้นปรับเปลี่ยนเร็ว และด้านอาชีพที่เรารัก (Calling) การรักในงานที่ทำอยู่จากภายในจิตใจ และกลยุทธ์การจัดการตามการะบวนสื่อสารตั้งแต่กลยุทธ์การพัฒนาความรู้ของผู้ส่งสาร ความชัดเจนของข้อมูลที่ใช้ ช่องทางที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย และการใช้การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเครือข่ายภายนอก.
Most viewed
- Publicationการศึกษาปัญหา และการจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มผลประกอบการของธุรกิจผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กรณีศึกษา บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จากัด (มหาชน)(University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เรื่อง ปัญหา และการจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อเพิ่มผลประกอบการของธุรกิจผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กรณีศึกษา บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) วัตถุประสงค์ คือ เพื่อยืนยันปัญหา/สาเหตุของปัญหาและปัจจัยสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ที่ส่งผลกระทบต่อระดับองค์กร ระดับหน่วยธุรกิจและระดับหน้าที่ด้านการตลาดของผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ภายใต้แบรนด์มาม่า และเพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการแก้ปัญหา ทั้งในระดับองค์กร ระดับหน่วยธุรกิจ และระดับหน้าที่ด้านการตลาดของผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ภายใต้แบรนด์มาม่า รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติตามกลยุทธ์ และควบคุมประเมินผล โดยได้ออกแบบการวิจัยเป็นแบบเชิงคุณภาพ มีการศึกษาข้อมูลปฐมภูมิ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ และการทาแบบสอบถามเพื่อศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 112 คน และมีการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิ จากข้อมูลในแหล่งต่างๆ และนำข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์ เพื่อกำหนดกลยุทธ์ในแต่ละระดับ โดยมีการใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น SWOT , Five Forces,STP,4PและTOWS_Matrix จากการศึกษาพบว่า ในปี 2553 มาม่ามีส่วนแบ่งทางการตลาดที่ลดลง 2 % คือจากเดิม 56% เปลี่ยนแปลงเป็น 54% ทำให้ต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับคู่แข่ง ดังนั้น จากปัญหาดังกล่าว เพื่อเพิ่มผลประกอบการของธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศไทย บริษัทฯควรเลือกใช้กลยุทธ์ ดังนี้ 1.กลยุทธ์ระดับองค์กร เน้นกลยุทธ์การเติบโต (Growth Strategy) เพื่อเป็นการสร้างรายได้ และตอกย้ำถึงภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งขององค์กรให้สามารถเติบโตได้ในระยะยาว 2.กลยุทธ์ระดับหน่วยธุรกิจ เน้นกลยุทธ์สร้างความแตกต่างเฉพาะกลุ่ม โดยการสร้าง Product Differentiation ออกมา เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์มีความโดดเด่นและตอบโจทย์ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป และ 3.กลยุทธ์ระดับหน้าที่งาน ควรเน้นกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด(Marketing Mix Strategy) และ กลยุทธ์การบริหารลูกค้าสัมพันธ์(CRM) ในการสร้างความจงรักภักดี โดยการรักษาฐานลูกค้าเก่าซึ่งมีความสำคัญมากพร้อมกับหาฐานลูกค้ารายใหม่ เนื่องจากถ้าเน้นแต่หาลูกค้าใหม่อย่างเดียวจะทำให้องค์กรมีต้นทุนในการดำเนินงานมากขึ้น ดังนั้น จึงควรนำ CRM เข้ามาใช้ร่วมกับ 4Ps เพื่อสำหรับใช้ในการพัฒนาและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับองค์กรในระยะยาว ให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงตามความต้องการมากที่สุด
- Publicationการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลัง กรณีศึกษา : บริษัท ภูมิไทย คอมซีส จำกัด(University of the Thai Chamber of Commerce, 2012)ในการศึกษาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ ของบริษัท ภูมิไทย คอมซีส จำกัดผู้ศึกษาได้ทำการศึกษา สำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูล ที่เกี่ยวข้องพบว่าสาเหตุที่ทำให้การให้ดำเนินงานของบริษัทฯ ขาดประสิทธิภาพคือ มีสินค้าคงคลังปริมาณสูง คลังสินค้ามีวิธีการจัดเก็บและจัดวางไม่เหมาะสม และกระบวนการเบิกจ่ายอะไหล่ให้ช่างใช้เวลานานและมีข้อผิดพลาดสูง ดังนั้นวัตถุประสงค์ของงานวิจัย คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้าของบริษัท ภูมิไทย คอมซีส จำกัด ขั้นตอนเริ่มจากการปรับปรุงวิธีการดำเนินงานการรับสินค้า การเบิกจ่าย การปรับปรุง จำนวนรายการอะไหล่ จัดความสำคัญอะไหล่ด้วยวิธี ABC การตั้งรหัสสินค้า และการตั้งรหัสการจัดเก็บในคลังสินค้า การออกแบบแผนผังการจัดเก็บ ระบุตำแหน่งการจัดเก็บ จากนั้นทำการตรวจนับสินค้าทั้งหมด จากการศึกษาพบว่าผลการปรับปรุงนั้นทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการคลังสินค้าคือ สินค้ามีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น เวลาเฉลี่ยในการเบิกจ่ายอะไหล่ให้ช่างลดลงจาก 24 นาทีเป็น 11 นาทีต่อครัง้ รวมเฉลี่ยต่อวันคิดเป็น 33 นาที และอัตราส่วนความผิดพลาดในการตรวจนับสินค้าลดลงจาก 46.14% เป็น 21.25%
- Publicationพฤติกรรมการใช้บริการเครื่องซักผ้าแบบหยอดเหรียญของผู้บริโภค ในเขตห้วยขวาง / ปาริชาต อรุณวราภรณ์(University of the Thai Chamber of Commerce, 2003)
- Publicationความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับอัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร(University of the Thai Chamber of Commerce, 2019)การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินกับอัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหลักทรัพย์ กรณีศึกษา บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของอัตราส่วนทางการเงินกับอัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหลักทรัพย์และเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของอัตราส่วนทางการเงินดังกล่าวกับอัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหลักทรัพย์ระหว่างบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร โดยเก็บข้อมูลทุติยภูมิจากงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร จำนวน 8 บริษัท กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร จำนวน 28 บริษัท และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร จำนวน 2 บริษัท รวม 38 บริษัท ในช่วงไตรมาศที่ 1 พ.ศ.2557 ถึงไตรมาสที่ 4 ปี 2562 รวมทั้งสิ้น 912 ตัวอย่าง ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) วิเคราะห์สัมประสิทธิส์ หสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient) และวิเคราะห์สมการถดถอยแบบพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินดังกล่าวกับอัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหลักทรัพย์ จากการศึกษาพบว่า มีอัตราส่วนทางการเงินจำนวน 8 อัตราส่วน ได้แก่ อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้ อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวร อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น อัตราความสามารถในการชำระดอกเบี้ย อัตรากำไรขั้น อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้นมีผลต่ออัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหลักทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญจากนั้นเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินดังกล่าวกับราคาหลักทรัพย์ ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) โดยการใส่ตัวแปรหุ่น (Dummy Variable) ทำการวิเคราะห์โดยใช้สมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษา พบว่า ที่อัตราส่วนหมุนเวียนลูกหนี้การค้า อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์ถาวร อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ อัตราความสามารถในการช าระดอกเบี้ย อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับอัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหลักทรัพย์ ในขณะที่ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น อัตรากำไรขั้นต้น อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ มีความสัมพันธ์เชิงลบกับอัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหลักทรัพย์ ผลการเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินที่ใช้ในการศึกษากับอัตราผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาหลักทรัพย์ ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) โดยการแทนค่าตัวแปรหุ่น (Dummy Variable) พบว่าความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ตลาดหลักทรัพย์ไม่มีความแตกต่างกัน
- Publicationกลยุทธ์ธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดเพื่อเสริมความสามารถทางการแข่งขันในธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo): กรณีศึกษา บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) สาขา การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ(University of the Thai Chamber of Commerce, 2010)การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เรื่อง การศึกษาปัญหา และการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อเสริมความสามารถทางการแข่งขันในธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Cargo)กรณีศึกษา บริษัทการบินไทยจำกัด (มหาชน)วัตถุประสงค์ คือ 1).เพื่อยืนยันปัญหาจากปัจจัยในการแข่งขันภายใอุตสาหกรรมขนส่งสินค้าทางอากาศของ Thai Cargo 2).เพื่อศึกษากลยุทธ์การบริหารการจัดการด้านศูนย์กระจายสินค้า (Hub) ด้านการขนส่งที่ทันเวลาและความปลอดภัยในการส่งสินค้าของ Thai cargo 3).กำหนดกลยุทธ์ธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและพัฒนาระบบการขนส่งสินค้าของ Thai cargo โดยมีระเบียบวิธีการศึกษาวิจัยค้นว้า คือ การวิจัยการวิจัยเชิงคุณภาพได้ออกแบบการวิจัยโดยแบบทุติยภูมิ คือ ศึกษาข้อมูลจาก รายงานประจำปีของบริษัทการบินไทย ข้อมูลพื้นฐานสภาพเศรษฐกิจการตลาดด้านขนส่งทางอากาศ ศึกษาจากเว็บไซต์ต่างๆ หนังสือและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากการศึกษาจึงศึกษาข้อมูลแบบปฐมภูมิได้สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และหัวหน้าฝ่ายพัฒนาตลาดของ Thai Cargo และการสัมภาษณ์กับกลุ่มลุกค้าตัวอย่างที่ใช้บริการขนส่งสินค้าของ Thai Cargo ผลการศึกษาว่ากลยุทธ์ที่เหมาะสมนำไปใช้ กลยุทธ์ระดับองค์ (Corporate Strategy) คือกลยุทธ์แบบเติบโต (Growth Strategy) กลยุทธ์ระดับ ธุรกิจ (Business Strategy) คือ กลยุทธ์ทางด้านการสร้างความแตกต่าง (Differentiation Strategy) กลยุทธ์มุ่งเน้นเฉพาะกลุ่ม (Focus Strategy) ส่วนกลยุทธ์ระดับหน้าที่ (Functional Strategy) การพัฒนาบุคคลากร (Human Resources Development) การพัฒนาการให้บริการในพื้นที่กระจายสินค้า Hub เพื่อความพึงพอใจในการเข้ามาส่งสินค้ากับ Thai Cargo ให้เกิดความพึงพอใจสุงสุด จาก Five Force Model, วิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายในแบบผังกางปลา การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอก (SWOT Analysis), วิเคราะห์กลยุทธ์โดยใช้ TOWS Matrix Model จากนั้นนาผลที่ได้มาการจัดการเชิงกลยุทธ์ ระดับองค์กร ระดับธุรกิจ และระดับปฏิบัติการซึ่งกำหนดทางเลือกได้ 3 ทางเลือก คือ 1.Growth Strategy การรวมกันโดยการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเจาะตลาด 2)กลยุทธ์ระดับธุรกิจ คือ กลยุทธ์การมุ่งเน้นและความแตกต่าง(Focus Differentiation Strategy)และกลยุทธ์สร้างควาแตกต่าง(Differentiation Strategy) 3)กลยุทธ์ระดับหน้าที่การตลาด คือ กลยุทธ์การแบ่งส่วนตลาด กลุ่มเป้าหมาย และตำแหน่งผลิตภัณฑ์(STP) กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดสาหรับธุรกิจบริการ(7P’s) และกลยุทธ์การบริหารลูกค้าสัมพันธ์(CRM) การเพิ่มระบบ Call Center Service เพื่อเป็นการบริการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของ Thai Cargo เพื่อสร้างความสามารถทางการแข่งขันในธุรกิจการขนส่งสินค้าทางอากาศ