Browsing by Subject "การระดมทุน"
Now showing 1 - 5 of 5
Results Per Page
Sort Options
- Publicationการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
;Tangdetsamrit, PakornUniversity of the Thai Chamber of Commerce. Graduate Schoolการศึกษาเรื่อง การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงในการลงทุนในหลักทรัพย์กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาผลตอบแทนและความเสี่ยงของหลักทรัพย์ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประเมินราคาและกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งหลักทรัพย์ที่ทำการศึกษา จำนวน 16 หลักทรัพย์ โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิเป็นรายวัน ระยะเวลาศึกษาทั้งหมด 3 ปี เลือกทำการศึกษาในช่วงระยะเวลา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึง 30 กันยายน 2554 โดยเก็บข้อมูลจากที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวบรวมจากรายงานการซื้อขายหลักทรัพย์ ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับราคาปิดของหลักทรัพย์ ดัชนีราคาหุ้นประจาวัน และดอกเบี้ยตั๋วเงินคลัง อายุ 3 เดือน จากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยใช้สูตรในการหาอัตราผลตอบแทน ความเสี่ยงสัมประสิทธิ์เบต้า และการหาอัตราผลตอบแทนที่ต้องการโดยใช้ทฤษฎี CAPM ผลการศึกษาค่าสัมประสิทธิ์ความเสี่ยงที่เป็นระบบหรือค่าสัมประสิทธิ์เบต้า ( พบว่า หลักทรัพย์เชิงรุก(Aggressive stock) หรือหลักทรัพย์ที่มีค่าความเสี่ยงที่เป็นระบบมากกว่าตลาดหลักทรัพย์ มีจำนวน 2 หลักทรัพย์ หลักทรัพย์เชิงรับ (Defensive stock) หรือหลักทรัพย์ที่มีค่าความเสี่ยงที่เป็นระบบน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์ มีจำนวน 7 หลักทรัพย์ และหลักทรัพย์ที่มีค่าความเสี่ยงที่เป็นระบบไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์ มีจำนวน 7 หลักทรัพย์ ส่วนหมวดขนส่งและโลจิสติกส์มีค่าความเสี่ยงที่เป็นระบบไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนส่วนเกิน (Excess return) ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวม (Sharpe ratio) พบว่า หลักทรัพย์ที่เหมาะกับการลงทุน หรือหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวม มากกว่าตลาดหลักทรัพย์มีเพียง 1 หลักทรัพย์คือ บริษัท ยูไนเต็ด แสตนดาร์ด เทอร์มินัล จากัด(มหาชน)การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนส่วนเกิน (Excess return) ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Treynor ratio) พบว่า หลักทรัพย์ที่เหมาะกับการลงทุน หรือหลักทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (B)( ดีกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีทั้งหมด 5 หลักทรัพย์ ส่วนหลักทรัพย์ที่เหลือ 11 หลักทรัพย์ ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (B)( ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย )73 1187 - Publicationการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดธนาคาร(University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
; University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate Schoolการศึกษาเรื่อง การวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดธนาคาร จำนวน 9 หลักทรัพย์ตามกลุ่มตัวอย่าง ใช้ข้อมูลรายวันของอัตราผลตอบแทนของแต่ละหลักทรัพย์ในหมวดธนาคาร โดยใช้ราคาปรับปรุงจากการแตกหุ้นและจ่ายปันผลแล้ว (Adjusted price) และใช้อัตราผลตอบแทนของตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือนแทนหลักทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยง ทำการศึกษาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2554 เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยทำการประมาณค่าสมการถดถอยเชิงเส้น (Linear Regression) ตามทฤษฎีแบบแบบจำลองในการกำหนดราคาหลักทรัพย์ (Capital Asset Pricing Model : CAPM) วัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของหลักทรัพย์ในหมวดธนาคารในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและหลักทรัพย์ตลาดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ เพื่อเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงระหว่างหลักทรัพย์หมวดธนาคารในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและหลักทรัพย์ตลาดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากการศึกษา อัตราผลตอบแทน (Return) พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ (SET) หมวดธนาคาร (BANK) ตั๋วเงินคลังอายุ 3 เดือน (RF) หลักทรัพย์ BAY BBL CIMBT KBANK KK KTB SCB TCAP และ TMB พบว่า อัตราผลตอบแทนมีการแจกแจงแบบไม่ปกติ อัตราผลตอบแทนส่วนเกิน (Excess Return) ทดสอบที่ระดับนัยสำคัญ 5% พบว่า หมวดธนาคาร (BANK) และหลักทรัพย์ BAY BBL CIMBT KBANK KK KTB SCB TCAP และ TMB มีอัตราผลตอบแทนไม่แตกต่างจากตลาด ทางด้านความเสี่ยงจะพบว่าหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากกว่าตลาด (Aggressive stock) คือ หมวดธนาคาร (BANK) และหลักทรัพย์ BAY BBL KBANK KTB SCB TCAP และ TMB โดยมีค่า β เท่ากับ 1.1696 1.4583 1.1260 1.2050 1.1601 1.1636 1.1579 และ 1.1657 ตามลาดับ หลักทรัพย์ KK มีความเสี่ยงน้อยกว่าตลาด (Defensive Stock) โดยมีค่า β เท่ากับ 0.7695 หลักทรัพย์ CIMBT มีความเสี่ยงไม่แตกต่างจากตลาด อัตราผลตอบแทนส่วนเกินเทียบกับความเสี่ยงรวม โดยวิธี Sharpe ratio พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ (SET) และ หมวดธนาคาร (BANK) มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.0328 และ 0.0316 ตามลำดับ ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวม หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินสูงที่สุด คือ หลักทรัพย์ KTB TCAP และ CIMBT ตามลำดับ ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.0475 0.0430 0.0380 ตามลำดับ ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวม หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่ำที่สุด คือ หลักทรัพย์ BAY TMB และ BBL ตามลำดับ ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.0105 0.0149 และ 0.0174 ตามลำดับ ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวม หลักทรัพย์ CIMBT KBANK KTB และ TCAP มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวมมากกว่าตลาดหลักทรัพย์ หลักทรัพย์ BAY BBL KK SCB และ TMB มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวมน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์อัตราผลตอบแทนส่วนเกินเทียบกับความเสี่ยงที่เป็นระบบ โดยวิธี Treynor ratio พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ (SET) และ หมวดธนาคาร (BANK) มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.0544 และ 0.0573 ตามลำดับ ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินสูงที่สุด คือ หลักทรัพย์ CIMBT TCAP และ KTB ตามลาดับ ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.1772 0.1054 และ 0.1044 ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่ำที่สุด คือ หลักทรัพย์ BAY BBL และ TMB ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินเท่ากับ 0.0212 0.0362 และ 0.0390 ตามลำดับ ต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ ทางด้านอัตราผลตอบแทนส่วนเกิน พบว่าหมวดธนาคาร (BANK) และ หลักทรัพย์ CIMBT KBANK KK KTB และ TCAP อยู่เหนือเส้นตลาดหลักทรัพย์ แสดงว่าให้อัตราผลตอบแทนสูงกว่าอัตราตอบแทนของตลาด ณ ระดับความเสี่ยงเดียวกันกับตลาดหลักทรัพย์ จึงกล่าวได้ว่าหลักทรัพย์ดังกล่าวมีราคาหลักทรัพย์ต่ากว่าที่ควรจะเป็น (Undervalued) หลักทรัพย์ BAY BBL SCB และ TMB อยู่ใต้เส้นตลาดหลักทรัพย์ แสดงว่าให้อัตราผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนของตลาด ณ ระดับความเสี่ยงเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ จึงกล่าวได้ว่าหลักทรัพย์ดังกล่าวมีราคาหลักทรัพย์สูงกว่าที่ควรจะเป็น (Overvalued) ทางด้านความเสี่ยงที่เป็นระบบ พบว่าหมวดธนาคาร (BANK) และ หลักทรัพย์ BAY BBL KBANK KTB SCB TCAP และ TMB เป็นหลักทรัพย์ประเภทความเสี่ยงสูง (Aggressive stock) เนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์มากกว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนของตลาด หลักทรัพย์ CIMBT และ KK เป็นหลักทรัพย์ประเภทความเสี่ยงต่ำ (Defensive stock) เนื่องจาก มีการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์น้อยกว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์128 1104 - Publicationการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดวัสดุก่อสร้าง(University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
; University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate Schoolการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หมวดวัสดุก่อสร้าง เป็นการศึกษาเพื่อให้ทราบถึงอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงจากการลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน 15 หลักทรัพย์ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลการศึกษาในครั้ง นี้ใช้ข้อมูลแบบอนุกรมเวลา เป็นรายวัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึง 30 กันยายน 2554 รวมเป็นระยะเวลา 3 ปี หมวดวัสดุก่อสร้างและหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 14 หลักทรัพย์ มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 1 หลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่แย่กว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(Underperform) หมวดวัสดุก่อสร้างและหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 12 หลักทรัพย์ มีความเสี่ยงน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือเป็นหลักทรัพย์เชิงรับ(Defensive stock)และมีหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 3 หลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถือเป็นหลักทรัพย์เชิงรุก (Aggressive stock) หมวดวัสดุก่อสร้างและหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 7 หลักทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวมมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างที่ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงรวมน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีจำนวน 8 หลักทรัพย์หมวดวัสดุก่อสร้างและหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างจำนวน 9 หลักทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหลักทรัพย์ในหมวดวัสดุก่อสร้างที่ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีจำนวน 6 หลักทรัพย์9 565 - Publicationการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์(University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
; University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate Schoolการศึกษาในครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทำการศึกษาช่วงปี 2551-2554 หลักทรัพย์หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีทั้งหมด 63 หลักทรัพย์ การศึกษาใช้กลุ่มตัวอย่างของ หลักทรัพย์หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 15 หลักทรัพย์ทีมีการซื้อขายสูงสุด ณ วันที 13 ธันวาคม 2554 ซึ่งรวมมูลค่าการซื้อขายตลาดร้อยละ 85.10 เมื่่อเทียบกับกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ศึกษาโดยใช้ทฤษฎี Capital Asset Pricing Model (CAPM) วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของอัตราผลตอบแทนและความเสื่ยงของการลงทุน กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและเพื่อศึกษาเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของหลักทรัพย์หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า อุตสาหกรรมหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์กลุ่มตัวอย่างในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เกือบทุกหลักทรัพย์มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของหลักทรัพย์ไม่แตกต่างจากอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของตลาด ยกเว้น 1 หลักทรัพย์ทีให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินของหลักทรัพย์แตกต่างไปจากอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของตลาดหลักทรัพย์ตัวนี2ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินทีดีกว่าอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของตลาด(Outperform market) จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า ตลาดไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากตลาดมีประสิทธิภาพผู้ลงทุนทุกคนต้องได้รับอัตราผลตอบแทนทีไม่แตกต่างจากอัตราผลตอบแทนของตลาด อุตสาหกรรมหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์กลุ่มตัวอย่างในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 6 หลักทรัพย์ มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยไม่แตกต่างจากอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ย ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนหลักทรัพย์ทีมีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยแตกต่างจากอัตราผลตอบแทนส่วนเกินของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีจำนวน 9 หลักทรัพย์ โดยมีจำนวน 8 หลักทรัพย์ ทีให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินเฉลี่ย สูงกว่าอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดได้ว่าเป็นหลักทรัพย์เชิงรุก(Aggressive Asset ) และส่วนหลักทรัพย์อีก 1 หลักทรัพย์ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกินเฉลี่ยต่ำกว่าอัตราผลตอบแทนส่วนเกินโดยเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดได้ว่าเป็นหลักทรัพย์เชิงรับ(Defensive Asset) การวัดผลการวัดผลการดำเนินงานจากการลงทุนในกรณีใช้วิธี Sharpe Ratio พบว่า ณ ปัจจุบันอุตสาหกรรมหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์กลุ่มตัวอย่างในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 7 หลักทรัพย์ มีราคาต่ำกว่าทีควรจะเป็น(Under value) เพราะให้อัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่าอัตราผลตอบแทนโดยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนในกรณีใช้โดยวิธี Treynor Ratio พบว่า ณ ปัจจุบันอุตสาหกรรมหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์กลุ่มตัวอย่างในหมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวน 8 หลักทรัพย์ มีราคาต่ำกว่าทีควรจะเป็น(Under value)เพราะให้อัตราผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย28 273 - Publicationการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดเงินทุนหลักทรัพย์(University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
; University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate Schoolการศึกษาเรื่องการวิเคราะห์อัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหมวดเงินทุนหลักทรัพย์มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์หมวดเงินทุนหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหมวดเงินทุนหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยงระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) กับหลักทรัพย์และหมวดเงินทุนหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลรายวันทุติยภูมิ (Secondary data) แบบอนุกรมเวลา ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2551 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2554 รวมระยะเวลา 729 วัน และทดสอบสมมติฐานที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ผลการศึกษาพบว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (RM)เท่ากับร้อยละ 0.0594 ต่อวัน และอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Rrf) เฉลี่ย เท่ากับร้อยละ 0.0050 ต่อวัน โดยที่อัตราผลตอบแทนรายวันของหมวดเงินทุนหลักทรัพย์ (FIN) มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 0.0288 ต่อวัน ซึ่งน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแต่มากกว่าอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Rrf) โดยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (α) มีค่าไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) เท่ากับ 0.7767ซึ่งน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แสดงว่าหมวดเงินทุนหลักทรัพย์ (FIN) เป็นหลักทรัพย์เชิงรับ (Defensive stock) หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือหลักทรัพย์ TK, KCAR และSSEC โดยมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 0.1265, 0.0704 และ 0.0701 ต่อวันตามลำดับ ซึ่งมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Rrf) ส่วนหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำสุด 3 อันดับแรก ได้แก่หลักทรัพย์ZMICO, KTC และ PE โดยมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ -0.0610, -0.0479 และ-0.0261 ต่อวัน ตามลำดับ ซึ่งน้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Rrf)หลักทรัพย์ในหมวดเงินทุนหลักทรัพย์ทุกหลักทรัพย์ให้อัตราผลตอบแทนส่วนเกิน(Excess return) ไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยกเว้นหลักทรัพย์ CNS มีอัตราผลตอบแทนที่ดีกว่า (Outperform market) แสดงว่าหลักทรัพย์หมวดเงินทุนหลักทรัพย์เป็นตลาดที่ไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นตลาดที่สามารถหากำไรส่วนเกินได้ โดยมีหลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) ไม่แตกต่างจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน 4 หลักทรัพย์ คิดเป็น 26.67% หลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) สูงกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแสดงว่าเป็นหลักทรัพย์เชิงรุก (Aggressive stock) จำนวน 4หลักทรัพย์ คิดเป็น 26.67% และหลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) น้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแสดงว่าเป็นหลักทรัพย์เชิงรับ (Defensive stock) จำนวน 6หลักทรัพย์ คิดเป็น 40.00% และมีหลักทรัพย์ที่มีค่าสัมประสิทธิ์เบต้า (β) ไม่แตกต่างจากศูนย์อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่น 95% จำนวน 1 หลักทรัพย์ หลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงทั้งหมด (Sharpe ratio)มากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 2 หลักทรัพย์ คิดเป็น 13.33% ส่วนหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงทั้งหมด (Sharpe ratio) น้อยมากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 13 หลักทรัพย์ คิดเป็น 86.67% และหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Treynor ratio) ที่มากกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 6 หลักทรัพย์ คิดเป็น 40% และหลักทรัพย์ที่มีอัตราผลตอบแทนส่วนเกินต่อ 1 หน่วยความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Treynor ratio) น้อยกว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีจำนวน 9 หลักทรัพย์ คิดเป็น 60%25 258