Please use this identifier to cite or link to this item: https://utcc-dspacecris.eval.plus/handle/6626976254/707
Title: กลยุทธ์และกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจน้ำอัดลมกรณีศึกษา บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน)
Authors: พรพรรณ คูประสิทธิ์ 
Issue Date: 2010
Publisher: University of the Thai Chamber of Commerce
Source: พรพรรณ คูประสิทธิ์ (2010) กลยุทธ์และกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจน้ำอัดลมกรณีศึกษา บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน).
Abstract: การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เรื่อง กลยุทธ์ธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจน้ำอัดลม: กรณีศึกษา บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในการลดลงของส่วนแบ่งตลาดของบริษัทฯ เพื่อที่จะทำให้เป๊ปซี่กลับกลายมาเป็นผู้นำตลาดได้เหมือนเดิม ซึ่งมีวัตถุประสงค์ คือ1. เพื่อศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นและวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อยอดขายที่ลดลงในผลิตภัณฑ์น้้าอัดลมของ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน)2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์น้ำอัดลมของบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน)3. เพื่อศึกษาและกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจและกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในธุรกิจน้ำอัดลม ของบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน)โดยทำการศึกษาจากการเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิโดยอาศัยข้อมูลจากเอกสารวิชาการ เช่น ศูนย์พยากรเศรษฐกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ศึกษาจากหนังสือ สิ่งพิมพ์ต่างๆ รวมทั้งเว็บไซต์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลปฐมภูมิที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารระดับปฏิบัติการของบริษัทฯ และลูกค้าของบริษัท จำนวน 10 ท่าน เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย PEST Analysis, การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ของ Michael E. Porter, การวิเคราะห์สภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมจากแบบจ้าลองแรงผลักดัน 5 ประการ (Five Fore Model), BCG portfolio model, กรอบแนวคิดของแมคคินซีย์ (McKinsey 7s Framework), การวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส อุปสรรค ขององค์กร (SWOT), การสร้างกลยุทธ์โดย Tows Matrix, การจัดการเชิงกลยุทธ์อย่างละเอียด และทฤษฎีกลยุทธ์การตลาด (Marketing Strategy) ทั้งนี้เพื่อตอบคำถามวัตถุประสงค์ของการศึกษา ผลการศึกษาพบว่า กลยุทธ์ระดับองค์กร ที่องค์กรเลือกใช้ คือ กลยุทธ์การเติบโตโดยการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ (Strategy Alliance) โดยเจาะลึกไปที่ตัวกลยุทธ์การเติบโตในแนวนอน (Horizontal Growth Strategy) คือการขยายขอบเขตการทำธุรกิจ โดยการเจาะตลาด (Market Penetration) เพื่อพยายามเพิ่มยอดขายจากผลิตภัณฑ์เดิมในตลาดเดิม เช่น เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย เพิ่มจำนวนสาขา โปรแกรมส่งเสริมการขาย การชักจูงผู้ที่ยังไม่เป็นลูกค้าของเรา มาเป็นลูกค้าเรา เป็นต้น และกลยุทธ์ในระดับหน่วยธุรกิจที่เลือกใช้ คือ กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง (Differentiation Strategy ) เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์กรที่มีตลาดกว้างโดยการสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อขยายส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแข่งขันรุนแรงเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการให้บริการด้านต่างๆ ทั้งงานขาย สต๊อค และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แก่ลูกค้า สำหรับกลยุทธ์ในระดับหน้าที่ที่เลือกใช้มีหลายวิธี อาทิ CRM คือ กระบวนการจัดการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าซึ่งไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เพิ่งได้รับการกล่าวถึงและนำมาใช้ในยุคปัจจุบันนี้ เกือบทุกองค์กรจะนำ CRM เข้ามาใช้โดยอาจอยู่ภายในหนึ่งแผนกหรือมากกว่านั้นซึ่งอาจจะเป็นการเก็บประวัติการให้บริการลูกค้าของแผนกดูแลลูกค้า โดยการบันทึกความคิดเห็นของลูกค้าหรือข้อมูลที่ลูกค้าต้องการเพิ่มเติม ซึ่งหากนำกลยุทธ์ทั้ง 3 ระดับมาปฏิบัติและมีการติดตามผลแล้วบริษัทฯ มั่นใจว่าปัญหาส่วนแบ่งทางการตลาดที่ลดลงจะต้องหมดไปอย่างแน่นอน บริษัทฯ จะต้องกลับมาเป็นผู้นำตลาดได้แน่นอน
URI: https://scholar.utcc.ac.th/handle/6626976254/707
Rights: This work is protected by copyright. Reproduction or distribution of the work in any format is prohibited without written permission of the copyright owner.
Appears in Collections:GS: Theses / Independent Studies

Files in This Item:
File Description SizeFormat 
1914abstract.pdf119.39 kBAdobe PDFThumbnail
View/Open
1914fulltext.pdf1.72 MBAdobe PDFThumbnail
View/Open
1914summary.pdf143.84 kBAdobe PDFThumbnail
View/Open
Show full item record Recommend this item

Google ScholarTM

Check


Items in DSpace are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.