Browsing by Subject "แรงจูงใจ"
Now showing 1 - 3 of 3
Results Per Page
Sort Options
- Publicationการศึกษากลยุทธ์การตลาดและการจัดการเชิง กลยุทธ์ของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ กรณีศึกษาแรงจูงใจที่มีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อสินค้า HOUSE BRAND ของ บริษัท บิ๊กซีซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)(University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
; University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate Schoolการศึกษาเรื่องกลยุทธ์การตลาดและการจัดการเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ :กรณีศึกษา แรงจูงใจที่มีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อสินค้า HOUSE BRAND ของบิ๊กซีซุปเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาเพชรเกษม เขตบางแค ในกรุงเทพมหานคร (มหาชน) วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1.เพื่อศึกษากลยุทธ์การตลาดและการจัดการเชิงกลยุทธ์ในปัจจุบันของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ ของ บิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์2.เพื่อศึกษากลยุทธ์ในระดับองค์กร ระดับหน่วยธุรกิจ และระดับหน้าที่ทางด้านการตลาดของบิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ 3.เพื่อศึกษาแรงจูงใจที่มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าเฮาส์แบรนด์ของบิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาเพชรเกษม ในเขตกรุงเทพมหานคร ดังนั้นในการเก็บรวบรวมแบบสอบถาม ผู้วิจัยเลือกการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก(Convenience Sampling) โดยกำหนดโควตาจำนวนตัวอย่าง 100 คน โดยเลือกกลยุทธ์ 3 ระดับ คือ กลยุทธ์ระดับองค์กร(Corporate Strategy) โดยการเลือกกลยุทธ์การเจริญเติบโต Growth เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน กลยุทธ์ระดับธุรกิจ (Business Strategy) เลือกกลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง(Differentiation Strategy) เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน กลยุทธ์ระดับหน้าที่(Functional Strategy) กลยุทธ์การส่งเสริมการขายโดยพนักงานขายและเทคโนโลยีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้บริโภค51 9133 - Publicationการศึกษาแรงจูงใจและการยอมรับเทคโนโลยีของคนไข้ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้โทรเวชกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง(University of the Thai Chamber of Commerce, 2021)
;ภูวนาท เช้าวรรณโณ ; ; ;มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. สาขาวิชาการตลาด.มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. คณะบริหารธุรกิจ.การศึกษาแรงจูงใจและการยอมรับเทคโนโลยีของคนไข้ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้โทรเวชกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง การศึกษาหัวข้อนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจของคนไข้ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้โทรเวชกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสัน หลัง (2) เพื่อศึกษาปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้โทรเวชกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง (3) เพื่อศึกษาทัศนคติของคนไข้เกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาด ที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้โทรเวชกรรมของโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง (4) เพื่อเสนอแนะแนวทางการตลาดให้กับโรงพยาบาลเฉพาะทางนำไปสู่การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยใช้การศึกษาวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ทำการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์ผู้บริหาร โรงพยาบาลและผู้บริหารระดับหัวหน้า คนไข้ที่เคยใช้โทรเวชกรรม จำนวนและคนไข้ที่ไม่เคยใช้โทรเวชกรรม และวิจัยเชิงปริมาณ โดยทำแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างคนไข้ที่เคยใช้โทรเวชกรรม ผลการศึกษา พบว่า ทัศนคติที่คนไข้ตัดสินใจในการบริการโทรเวชกรรมของโรงพยาบาล ได้แก่ แรงจูงใจด้านเหตุผล การยอมรับเทคโนโลยีด้านประโยชน์และการใช้งานง่าย ด้านส่วนประสมการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ ช่องทางบริการ กระบวนการบริการ หลักฐานกายภาพ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และผลจากการสัมภาษณ์ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ามีบริการการใช้โทรเวชกรรม ในการดูแลและให้คำปรึกษาได้ และเครื่องมีประโยชน์คือ ไม่ต้องรอแพทย์ สะดวก ประหยัดเวลา ใช้งานง่าย ตรงตามความต้องการ ใช้ได้ทุกที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์ มีการแสดงผลที่ชัดเจนทันสมัย ดังนั้นแนวทาง นำเสนอด้านการตลาด คือ ด้านผลิตภัณฑ์บริการโทรเวชกรรม สามารถติดตามผลรักษาได้แสดงผลตอบสนองได้อย่างรวดเร็วและให้บริการได้หลายรูปแบบ ด้านช่องทางการให้บริการ สามารถใช้บริการได้ทุกระบบได้ทุกที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์ ด้านกระบวนการให้บริการสามารถรับคำปรึกษาในทุก ขั้นตอนผ่านโทรเวชกรรมมีความรวดเร็ว และด้านหลักฐานกายภาพมีหน้าจอแสดงผลที่ชัดเจน ทันสมัย117 948 - Publicationแรงจูงใจ กลยุทธ์การตลาด และการจัดการเชิงกลยุทธ์ ในธุรกิจผลิตจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ในเขตกทม.: กรณีศึกษา บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลล็อปเม้นต์ จำกัด(มหาชน)(University of the Thai Chamber of Commerce, 2011)
; University of the Thai Chamber of Commerce. Graduate Schoolการศึกษาเรื่องแรงจูงใจ กลยุทธ์การตลาด และการจัดการเชิงกลยุทธ์ ในธุรกิจผลิตจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ในเขต กทม. : กรณีศึกษา บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลล็อปเม้นต์ จำกัด(มหาชน)วัตถุประสงค์การศึกษาเพื่อศึกษายืนยันปัญหา/สาเหตุของปัญหา โดยการศึกษาแรงจูงใจของประชาชนในพื้นที่บางแคและบริเวณใกล้เคียง เพื่อศึกษากลยุทธ์การตลาด และการจัดการเชิงกลยุทธ์ของบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลล็อปเม้นต์ จำกัด(มหาชน)เก็บรวบรวมข้อมูล แบ่งเป็น 2 แบบ คือข้อมูลปฐมภูมิ ได้จากการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามจานวน 100 ชุด เพื่อทำการศึกษาแรงจูงใจของประชาชนในพื้นที่บางแคและบริเวณใกล้เคียง และข้อมูลทุติยภูมิ จากการค้นหาจากเอกสาร วารสาร งานวิจัย แผ่นพับซึ่งเป็นข้อมูลเบื้องต้น เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ข้อมูลคู่แข่งขัน โดยกระบวนการจัดการเชิงกลยุทธ์ เพื่อวิเคราะห์ปัญหา และกำหนดกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างในการแข่งขันและกำหนดกลยุทธ์ในระดับองค์กร เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ กลยุทธ์การตลาดสำหรับธุรกิจบริการ (Marketing Strategies for “Service(s)” 7P’s) การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการแข่งขัน (Five Force Model) การวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค (SWOTAnalysis) การจัดการเชิงกลยุทธ์โดยใช้ TOWS Matrix จากการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิงเล็กน้อย จำนวน 52 ราย คิดเป็นร้อยละ 52 เป็นเพศหญิงจำนวน 48 รายคิดเป็นร้อยละ 48 ช่วงอายุที่มากที่สุด อยู่ระหว่าง 26 – 30 ปี จำนวน 48 รายคิดเป็นร้อยละ 48 ด้านระดับการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรี จำนวน 54 ราย คิดเป็นร้อยละ 54 ด้านอาชีพส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ พนักงานเอกชน จำนวน 60 ราย คิดเป็นร้อยละ60 ด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ส่วนใหญ่มีรายได้อยู่ที่ระดับ 10,001 - 20,000 บาท จำนวน 38ราย คิดเป็นร้อยละ 38 ด้านที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่อาศัยในทาวน์เฮ้าส์ 36 คิดเป็นร้อยละ 36 ด้านราคาคอนโดมเนียมที่ต้องการซื้อส่วนใหญ่ต้องการซื้อในระดับราคา 1,000,000-2,000,000 บาทจำนวน 62 คิดเป็นร้อยละ ด้านพื้นที่ที่ต้องการส่วนใหญ่ต้องการขนาด 36-45 ตารางเมตรโดยมีจำนวน 56 รายคิดเป็นร้อยละ 56 ขนาด ด้านอัตราการผ่อนชำระที่ต้องการส่วนใหญ่ต้องการผ่อนชำระ 5,000-6,000 บาท จำนวน 28 ราย คิดเป็นร้อยละ 28 ด้านปัจจัยที่พิจารณาเป็นเห็นผลในการซื้อส่วนใหญ่ซื้อเพราะต้องการเป็นบ้านหลังที่ 2 จำนวน 54 ราย คิดเป็นร้อยละ 54ด้านผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้แหล่งการคมนาคมที่สะดวกในระดับมากที่สุด จำนวน 58 ราย คิดเป็นร้อยละ 58 ด้านราคาส่วนใหญ่มีระดับความสำคัญในการจัดหาแหล่งสินเชื่อในระดับ มากที่ จำนวน 50 ราย คิดเป็นร้อยละ 50 ด้านการจัดจำหน่ายส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในในการที่สามารถเข้าอยู่ได้ทันทีในระดับ มาก จำนวน 54 ราย คิดเป็นร้อยละ 54 ด้านการบริการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในพนักงานขายมีความรอบรู้ในรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ ระดับ มาก จำนวน 52 ราย คิดเป็นร้อยละ 52 ด้านสภาพแวดล้อมส่วนใหญ่ให้ความสำคัญมากที่สุด คือด้านระบบรักษาความปลอดภัยมากที่สุด 82 ราย คิดเป็นร้อยละ 82การเป็นชุมชนน่าอยู่ระดับ มากที่สุด 54 ราย คิดเป็นร้อยละ 54 การมีสาธารณูปโภคครบ ระดับมากที่สุด 56 ราย คิดเป็นร้อยละ 56 การมีพื้นที่จอดรถเพียงพอตามจำนวนห้องระดับ มากที่สุด56 ราย คิดเป็นร้อยละ 56 การมีสวนพักผ่อนและสนามเด็กเล่นในระดับ มาก 46 ราย คิดเป็นร้อยละ 46 จากการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลเรื่องสาเหตุของปัญหาโดยการลงพื้นที่จริงวิเคาระห์ว่าน่าจะมาจากตัวโครงการไม่ได้อยู่ติดกับถนนใหญ่ ต้องเข้าไปในซอยประมาณ 400 เมตรทางเข้าอยู่ใกล้กับตลาดบางแคซึ่งการจราจรติดขัดมาก และปัจจุบันกำลังมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าทาให้ต้องปิดช่องจราจรทำให้รถติดมากขึ้นอีก สิ่งนี้จึงน่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โครงการนี้ขายช้าผลการศึกษาโอกาสทางการแข่งขันและจุดแข็งขององค์กร เห็นสมควรนำเสนอให้องค์กรใช้ กลยุทธ์การเติบโต(Growth Strategies)เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดโดยการหาตลาดใหม่ตามกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ เน้นบริการหลังการขายและใช้จุดแข็งขององค์กรเรื่องการบอกต่อในการบริหารงานขาย105 1742