Browsing by Subject "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร -- การเลือกตั้ง"
Now showing 1 - 1 of 1
Results Per Page
Sort Options
- Publicationปัญหาการกำหนดความผิดมูลฐานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกฎหมายฟอกเงิน = The problems of election offenses as predicate offenses in money laundering lawการกำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 73 (1) และ (2) ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่นหรือที่ทราบกันทั่วไปว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับการซื้อเสียง กล่าวคือ จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด หรือ ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถานศึกษา สถานสงเคราะห์ หรือสถาบันอื่นใด มากำหนดเป็นความผิดมูลฐานฟอกเงินนั้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 158 ได้กำหนดโทษไว้ในอัตราสูงแล้ว การนำมากำหนดเป็นความผิดมูลฐานฟอกเงินด้วยนั้น อาจกลายเป็นปัญหาอาญาเฟ้อ (Over Criminalization) ทำให้เกิดสภาวะที่การกระทำต่าง ๆ เป็นความผิดอาญามากเกินความจำเป็นโดยไม่เกิดประโยชน์จากข้อหาหรือฐานความผิดที่ได้กำหนดไว้ การบัญญัติให้ความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งดังกล่าวให้เป็นความผิดมูลฐานฟอกเงินด้วยนั้นไม่ได้คํานึงถึงสภาพความเป็นจริงของการบังคับใช้กฎหมายว่าจะสามารถนําตัวผู้กระทำความผิดตามกฎหมายที่บัญญัติขึ้นนั้นมาลงโทษได้จริงหรือไม่ เนื่องจาก ในทุกกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำวินิจฉัยให้ผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 (1) และ (2) คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดดังกล่าวในความผิดฐานฟอกเงินได้ นอกจากนี้ ยังเป็นเป็นการขัดต่อหลักความได้สัดส่วน (Principle of Proportionality) ขัดต่อหลักนิติธรรม (Rule of Law) และเป็นการขัดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 77 เนื่องจาก มีการกำหนดอัตราโทษในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงินนั้น เป็นการกำหนดโทษในทางอาญาที่มีอัตราโทษสูงไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำความผิดและยังได้กำหนดอัตราโทษที่เป็นการซ้ำซ้อน การบัญญัติการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 (1) และ (2) ให้เป็นความผิดฐานฟอกเงินด้วยนั้น จึงทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว อีกทั้งไม่ได้เกิดประสิทธิภาพในการคุ้มครองสังคมและยังทำให้เกิดกฎหมายอาญาที่ไม่มีผลใช้บังคับได้จริง รวมทั้งโทษทางอาญาที่กำหนดไว้นั้นมีคุณประโยชน์น้อยกว่าภาระหรือต้นทุนที่ต้องสูญเสียไปในการทำให้กฎหมายนั้นเกิดผลดังที่ต้องการ นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 มิได้ปรากฏบทบัญญัติให้ความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งเป็นความผิดมูลฐานการฟอกเงินแต่อย่างใด แต่เป็นการบัญญัติไว้ในวรรคท้ายของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 73 โดยที่ความผิดตาม (1) หรือ (2) ให้ถือว่าเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และให้คณะกรรมการมีอำนาจส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจได้
64 419