Please use this identifier to cite or link to this item: https://utcc-dspacecris.eval.plus/handle/6626976254/997
Title: The Feasibility of Generating Revenue and Reducing Costs: A Case Study of Manufacturer of Repacked Canned Milk Products
Authors: Khuadkeaw, Neeranuch 
Issue Date: 2011
Publisher: University of the Thai Chamber of Commerce
Source: Neeranuch Khuadkeaw (2011) The Feasibility of Generating Revenue and Reducing Costs: A Case Study of Manufacturer of Repacked Canned Milk Products.
Abstract: การศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างรายได้เพิ่มและลดต้นทุนกรณีศึกษาโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์นมกระป๋อง ประเภทสินค้ารีแพ็ค เพื่อหาแนวทางเพิ่มผลผลิตให้ได้ตามเป้าหมายการขายและของบริษัทที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นตามระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว วิธีการศึกษาโดยเริ่มจากนำเป้าหมายยอดขายแต่ละระยะมาวิเคราะห์ ซึ่งในระยะสั้นได้ศึกษาวิธีเพิ่มชั่วโมงล่วงเวลาในการทำงาน และเมื่อยอดรีแพ็คยังไม่เพียงพอ จึงศึกษาวิธีจ้างผู้รับเหมาในระยะกลางต่อ สำหรับระยะยาวได้ศึกษาวิธีลงทุนเครื่องจักร เพื่อขยายความสามารถในการรีแพ็คสินค้า ซึ่งแต่ละวิธีได้ทำการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการรีแพ็คสินค้าเทียบกับเป้าหมายการขายตามแต่ละระยะ ต้นทุนสินค้า ผลตอบแทนทางการเงิน และข้อดีข้อเสียจากการออกแบบตารางชั่วโมงการทำงานตามรูปแบบเป้าหมายการขาย พบว่ารูปแบบที่ทำให้ต้นทุนค่ารีแพ็คสินค้าเฉลี่ยต่าสุด คือ ที่ทำงานล่วงเวลา 2 ชั่วโมงต่อวัน ทำให้ได้ยอดสินค้ารีแพ็คเท่ากับ 12,950 ต่อวัน หรือ 3,729,600 ถาดต่อปี ค่ารีแพ็คเฉลี่ยต่อหน่วยเท่ากับ 1.82 บาทต่อถาด เมื่อค่ารีแพ็คลดลงส่งผลทำให้ต้นทุนสินค้ารีแพ็คสินค้าต่อหน่วยลดลงด้วย คิดเป็นการลดต้นทุน 680,730 บาทต่อปี และเกิดกำไรสุทธิ เท่ากับ 37,287,696 บาท และจากการแก้ปัญหาระยะสั้นแล้วยังคงพบปัญหาผลผลิตที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อเป้าหมาย เนื่องจากในการทำงานชั่วโมงที่ 11 และ 12 ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง 27%ส่งผลให้ผลผลิตจากสายการรีแพ็คยังไม่เพียงพอต่อเป้าหมายการขาย คิดเป็น 62,657 case คิดเป็นเงิน 14,160,545 บาท จึงดำเนินการแก้ปัญหาในระยะกลางต่อไปการแก้ปัญหาสินค้าไม่เพียงพอต่อเป้าหมายการขายในระยะกลางนั้น ได้ศึกษาวิธีจ้างผู้รับเหมาในส่วนที่ยังขาด ทำให้เพียงพอต่อเป้าหมายการขาย กำไรเพิ่มขึ้น เป็น 38,716,242 บาทต่อปี นอกจากนั้นแล้ว ราคาค่าจ้างรีแพ็คจากการนาเสนอของผู้รับเหมาะสมเท่ากับ 2.00 บาทต่อถาด นอกจากนั้นพบว่า มีค่าขนส่งและค่าสินค้าคงคลังของสินค้ากึ่งสาเร็จรูปและบรรจุภัณฑ์ ที่จัดเก็บที่ผู้รับเหมารีแพ็ค คิดเป็นค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.18 บาทต่อถาด จึงทำให้เกิดต้นทุนสูงขึ้นเป็น 2.18 บาทต่อถาด จึงพิจารณาต่อไปว่า หากการที่ว่าจ้างผู้รับเหมาให้รีแพ็คในระยะยาวจะก่อให้เกิด ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เกิดเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เท่ากับ 1,232,858 บาท ซึ่งจากต้นทุนดังกล่าว สามารถเปลี่ยนเป็นเงินลงทุนเครื่องจักรเพื่อผลิตเอง จึงศึกษาโอกาสในการลงทุนต่อไปในการแก้ปัญหาระยะยาวนั้น ได้ดำเนินการศึกษาเครื่องรีแพ็คแบบ Manual และเครื่องรีแพ็คแบบ Automatic ซึ่งพบว่า ทั้งสองระบบ มีความสามารถที่จะผลิตเพียงพอต่อเป้าหมายการขายได้ และเนื่องจากในระยะยาว ปริมาณเป้าหมายการขายเพิ่มสูงขึ้น ทำให้จะต้องสั่งซื้อวัตถุดิบมาผลิตและรีแพ็คเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ราคาวัตถุดิบสั่งซื้อมาลดลง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนสินค้าต่อหน่วยลดลงตามไปด้วย และเมื่อวิเคราะห์การลงทุนเครื่องรีแพ็คแบบ Manual จะต้องใช้เงินลงทุน 3,000,000 บาท ความสามารถรีแพ็คสินค้าได้ 7,459,200 ถาดต่อปี IRR เท่ากับ 74 % NPV เท่ากับ 476,915,747 และเมื่อวิเคราะห์เครื่องรีแพ็คแบบ Automatic จะต้องใช้เงินลงทุน 100,000,000 บาท โดยการกู้ธนาคาร ที่อัตราดอกเบี้ย 7% ความสามารถในการรีแพ็ค 7,879,680 ถาดต่อปี IRR เท่ากับ 52 % NPV เท่ากับ 804,943,853 ระยะเวลาในการคืนทุน 3 ปี จากตัวชี้วัดสามารถสรุปได้ว่า โครงการลงทุนติดตั้งเครื่องรีแพ็ค Manual และเครื่องรีแพ็คแบบ Automatic มีความคุ้มค่าในการลงทุน
URI: https://scholar.utcc.ac.th/handle/6626976254/997
Rights: This work is protected by copyright. Reproduction or distribution of the work in any format is prohibited without written permission of the copyright owner.
Appears in Collections:GS: Theses / Independent Studies

Files in This Item:
File Description SizeFormat 
227abstract.pdf225.63 kBAdobe PDFThumbnail
View/Open
227fulltext.pdf2.3 MBAdobe PDFThumbnail
View/Open
227summary.pdf276.55 kBAdobe PDFThumbnail
View/Open
Show full item record Recommend this item

Google ScholarTM

Check


Items in DSpace are protected by copyright, with all rights reserved, unless otherwise indicated.